วันศุกร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2554

โบราณสถาน/โบราณวัตถุ

  กลุ่มหินประหลาด สโตนเฮนจ์ ( Stonehenge )
        สโตนเฮนจ์ (Stonehenge) เป็นกลุ่มแท่งหินขนาดใหญ่ ตั้งอยู่กลางทุ่งราบว้างใหญ่ในบริเวณที่เรียกว่า ที่ราบซัลลิสเบอร์รี่ ในบริเวณตอนใต้ของอังกฤษ ประกอบไปด้วยแท่งหินขนาดยักษ์ 112 ก้อน ตั้งเรียงกันเป็นวงกลมซ้อนกัน 3 วง แท่งหินบางอันตั้งขึ้น บางอันอยู่ในแนวนอน และบางอันก็ถูกวางซ้อนขึ้นไปข้างบน


        สโตนเฮนจ์มีชื่อเสียงอย่างมากในฐานะที่เป็นกลุ่มหินประหลาดซึ่งไม่มีใครทราบวัตถุประสงค์ในการสร้างอย่างชัดเจน และเมื่อพิจารณาถึงอายุของมันแล้ว คาดว่ากลุ่มกองหินประหลาดนี้ ถูกสร้างขึ้นมาเมื่อ 5,000 ปีที่แล้ว ทำให้นักวิทยาศาสตร์และนักประวัติศาสตร์ต่างสงสัยว่า คนในสมัยก่อนสามารถยกแท่งหินที่มีน้ำหนักกว่า 30 ตัน ขึ้นไปวางเรียงกันได้อย่างไร ทั้งๆ ที่ปราศจากเครื่องทุ่นแรงอย่างที่เราใช้อยู่ในปัจจุบัน และที่น่าแปลกไปกว่านั้นคือ ในบริเวณที่ราบดังกล่าว ไม่ใช่บริเวณที่จะมีก้อนหินขนาดมหึมานี้ ดังนั้นจึงสันนิษฐานว่าผู้สร้างต้องทำการชักลากแท่งหินยักษ์ทั้งหมด มาจากที่อื่น ซึ่งคาดว่าน่าจะมาจากบริเวณที่เรียกว่า "ทุ่งมาล์โบโร" ที่อยู่ไกลออกไปประมาณ 40 กิโลเมตรเลยทีเดียว

        การก่อสร้างสโตนเฮนจจ์นั้นทำสืบเนื่องกันมาถึง 3-4 ระยะในช่วงเวลาประมาณ 1,500 ปี จากยุคหินตอนปลายจนถึงยุคสำริดตอนต้นแต่ส่วนใหญ่อยู่ในช่วง 1,800-1,400 ปีก่อนคริสต์กาล ซากปรักหักพังที่หลงเหลืออยู่เป็นเพียงเงาของอีตาลอันรุ่นโรจน์ แนวหินกว่าครึ่งได้หักลงบ้าง หายไปบ้าง บางส่วนก็ทับถมกันอยู่ใต้ดิน การก่อสร้างเริ่มขึ้นในราว 2,8000 ปีก่อนคริสต์กาล (ผู้เชี่ยวชาญบางท่านก็ว่าเมื่อ 3,800 ปี) โดยเริ่มจากการขุดร่องวงกลมขนาดใหญ่ 56 หลุมเรียงเป็นวงกลมภายในวงดินนั้น หลุมเหล่านี้เรียกกันว่า หลุมออบรีย์ ตามชื่อจอห์น ออบรีย์ผู้ค้นพบในคริสต์ศตวรรษ 17 ปัจุบันหลุมดังกล่าวลาดทับด้วยปูบซีเมนต์ แต่หินแท่งแรกซึ่งเรียกกันว่าหินฮีล (Heel Stone) ที่ประจำอยู่ปากทางเข้าวงดินยังคงตั้งอยู่ในตำแหน่งเดิม หลุมซึ่งขุดเรียงกันเป็นวงกลมอีกสองวงถัดเข้าไปเรียกกันว่าหลุม Y และหลุม Z

        วงหลุมทั้งสองนี้คั่นอยู่ระหว่างวงหลุมออบรีย์ที่เป็นวงนอกและวงแท่งหินขนาดมหึมาตรงใจกลางวงดินสันนิษฐานว่าวงหลุม Y และ Z อาจมีความสำคัญในเชิงดาราศาสตร์ ในราว 2,100 ปีก่อนคริสต์กาล มีการนำหินสีน้ำเงิน (bluestone) 80 ก้อนจากแคว้นเวลส์มาเรียงเป็นวงกลมสองวงซ้อนกันแต่ต่อมามีการนำแท่งหินทรายขนาดใหญ่ 30 แท่ง ที่เรียว่าหินซาร์เซน(sarsen) มาเรียงเป็นวงกลมวงเดียวแทนที่วงหินสี่น้ำเงิน

        สองวงวงเดิมภายในวงหินทรายมีหมู่ หินเรียงเป็นรูปกึ่ง ๆ รูปเกือกม้าอีกสองหมู่หมู่ที่อยู่ด้านนอกประกอบด้วยหินทรายก่อเป็นรูปไตรลิธอนห้ากลุ่ม(Trilithon คือกลุ่มหินที่ประกอบด้วยหินสามแท่ง สองแท่งตั้งขึ้นคู่กันและแท่งที่สามวางพาดเป็นคานในแนวนอน) ส่วนเกือกม้าด้านในประกอบด้วยหินสีน้ำเงินขัดแต่ง 19แท่งสถาปัตยกรรมนี้เป็นความสำเร็จอันน่าทึ่งเมื่อคิดดูว่าเครื่องมือขุดดินที่ผู้สร้างในยุคหินใหม่ใช้เป็นเพียงเสียมที่ทำจากเขากวางแดงเท่านั้น ชาวแซกซันเป็นผู้ขนาดนามวงหินเหล่านี้ว่า สโตนเฮนจ์ซึ่งเแปลตรงตัวว่า หินที่แขวนอยู่ (Hanging Stone) ส่วนบันทึกจากสมัยกลางตั้งชื่อวงหินนี้อย่างไพเราะว่า กลุ่มยักษ์เริงระบำ (The Giants Dance)

        แม้ว่านักวิชาการส่วนใหญ่จะเห็นพ้องต้องกันว่าสโตนเฮนจ์เป็นสิ่งก่อสร้างที่เกี่ยวข้องกับเรื่องลึกลับ แต่ก็ยังไม่รู้ว่าจริง ๆ แล้วมันมีไว้เพื่ออะไร มีการเสนอความคิดเห็นต่าง ๆ นานา เช่น อินิโก โจนส์ สถาปนิกในคริสต์ศตวรรษที่ 17 เชื่อว่าสโตนเฮนจ์เป็นซากปรักหักพังของวิหารโรมัน แต่คนในคริสต์ศตวรรษที่ 18 และ 19ยืนยันว่าเป็นวิหารซึ่งพวกลัทธิดรูอิดใช้ประกอบพิธีบูชาพระอาทิตย์และบูชายัญมนุษย์ ความคิดนี้ไม่น่าจะเป็นไปได้ เราะสโตนเฮนจ์นั้นสร้างเสร็จอย่างน้อย 1,000 ปีก่อนลัทธิดังกล่าวจะเฟื่องฟู กระทั่งเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 20 นี้เองที่เราเริ่มได้ข้อเท็จจริงบ้าง นักโบราณคดี สามารถคำนวณหาอายุ และสรุปเกี่ยวกับจุดประสงค์ในการก่อสร้างสโตนเฮนจ์ได้อย่างสมเหตุสมผลยิ่งขึ้น

 
        แต่ข้อมูลซึ่งเป็นข้อเท็จจริงก็ยังนับว่าน้อยอยู่มาก หินซาร์เซนที่เรียงเป็นวงด้านนอกแต่ละก้อนสูง 5 ม และหนักประมาณ26 ตัน หินเหล่านี้ชักลากมาจากทุ่งโล่งมาร์ลโบโร ดาวน์ส (Marlborough Downs)ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 32 กม. แล้วนำมาขัดแต่งและประดิษฐ์ให้มีสลักและเดือยอย่างดี ทำหใแท่งหินคู่ที่ตั้งและคานหินที่ใช้พาดเกาะเกี่ยวกันอย่างมั่นคง ส่วนหินสีน้ำเงินก้อนใหญ่ที่สุดซึ่งหนักถึงสี่ตันนำมาจากภูเขาพรีเซลีทางตะวันตกเฉียงใต้ของแคว้นเวลส์นั้น สันนิษฐานว่าใช้แพลำเลียงล่องมาตามชายฝั่งเวลส์และแม่น้ำเอวอน แล้วชักลากต่อมาทางบก นักโบราณคดีส่วนใหญ่เชื่อว่า สโตนเฮนจ์เป็นสถานที่ประกอบพิธีฝั่งศพ โดยพิจารณาจากหลักฐานว่านอกเหนือจากสโตนเฮนจ์แล้ว มีการสร้างสุสานมูนดินในหลุมออบรีย์หลายหลุม แต่ก็มีหลักฐานหักล้างว่าหลุมดังกล่าวขุดขึ้นนานก่อนที่จะมีการเผาศพในบริเวณนี้ บ้างก็สันนิษฐานว่าหลุมออบรีย์อาจใช้เป็นส่วนหนึ่งใน พิธีไหว้ด้วยสุรา เช่น ชาวนาอาจเทเหล้าองุ่นลงในหลุมเพื่อบวงสรวงเทพเจ้าเปห่งธรรมชาติทั้งหลาย

        วงหินสโตนเฮนจ์ก็อาจจะเป็นวิหารสำหรับทำพิธีบวงสรวงดังกล่าว ไม่นานมานี้ มีนักดาราศาสตร์คนหนึ่งได้อ้างว่าสามารถถอดรหัสแนวหินได้เขาเสนอว่าสโตนเฮนจจ์ คือ เครื่องคำนวญยุคก่อนประวัติศาสตร์ซึ่งใช้เป็นปฏิทินดาราศาสตร์และโหราศาสตร์ เพราะแนวของหินกลุ่มก้องต่าง ๆ ล้วนมีความสัมพันธ์กับแนวการเคลื่อนของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดาวพระเคราะห์ทั้งสิ้น อย่างไรก็ตาม แม้ว่าทฤษฏีทั้งหลายในปัจจจุบันจะมีตัวเลขและสถิติสนับเสนุนว่าเป็นจริง แต่ก็ยังไม่มีแนวคิดใดไขปริศนาลึกลับแห่งออีตของสโตนเฮนจ์ได้อย่างสมบูรณ์


·                                  







บรรณานุกรม

www.ilovetogo.com/Article/54/79/

                                                                         
                                                                                                         จัดทำโดย
                                                                                               นาย อานนท์ สมสะกีสิทธิ์ ชั้นม.5/2เลขที่25







                                                        
            

พีระมิดอียิปต์

พีระมิดในประเทศอียิปต์ เป็นหนึ่งในพีระมิดที่เป็นที่รู้จักโดยมีหลายแห่งในประเทศอียิปต์ เป็นสิ่งก่อสร้างของชาวอียิปต์โบราณสมัยก่อนยุคเหล็ก โดยเฉพาะ พีระมิดคูฟู ใน หมู่พีระมิดแห่งกิซ่า นับเป็นสิ่งก่อสร้าง ขนาดใหญ่ที่สุด ที่มนุษย์เคยสร้างขึ้นมา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าทางวิทยาการ ที่น่าอัศจรรย์ของอียิปต์โบราณ

หมู่พีระมิดแห่งกิซ่า (Giza Pyramid Complex)

พีระมิด (Pyramid) ใน ประเทศอียิปต์ มีมากมายหลายแห่งด้วยกัน แต่ที่มีชื่อเสียงที่สุดจนอาจนับเป็นตัวแทนของพีระมิดอียิปต์ทั้งมวล ได้แก่ หมู่พีระมิดแห่งกิซ่า (Giza Pyramid Complex) ( 29°5845.25N, 31°0803.75E) ซึ่งประกอบไปด้วย
พีระมิดคูฟู (Khufu) หรือ มหาพีระมิดแห่งกิซ่า (The Great Pyramid of Giza) หนึ่งเดียวในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลก ที่ยังคงเหลืออยู่ในปัจจุบัน มีขนาดใหญ่ที่สุดและเก่าแก่ที่สุดในหมู่พีระมิดแห่งกิซ่า
พีระมิดคาเฟร (Khafre) ตั้งอยู่ตรงกลางของพีระมิดทั้ง 3 และสร้างอยู่บนพื้นที่สูง ทำให้ดูเหมือนมีขนาดใหญ่ที่สุด และมีบางคนเข้าใจผิดว่าพีระมิดคาเฟรคือมหาพีระมิดแห่งกิซ่า ทางทิศตะวันออกของพีระมิดคาเฟรมี มหาสฟิงซ์ (The Great Sphinx of Giza) หินแกะสลักขนาดมหึมาที่มักปรากฏในภาพถ่ายคู่กับพีระมิดคาเฟร
พีระมิดเมนคูเร (Menkaure) ขนาดเล็กที่สุดและเก่าแก่น้อยที่สุดในหมู่พีระมิดแห่งกิซ่า จากตำแหน่งการก่อสร้างทำให้คาดได้ว่า เดิมอาจตั้งใจสร้างให้มีขนาดใกล้เคียงพีระมิดคูฟู และพีระมิดคาเฟรแต่ในที่สุดก็สร้างในขนาดที่เล็กกว่า พีระมิดเมนคูเรมักปรากฏในภาพถ่ายพร้อมกับหมู่พีระมิดราชินีทั้ง 3 (The Three Queen's Pyramids)
พีระมิดทั้งสามสร้างเรียงต่อกันเป็นระยะทางกว่า 1 กิโลเมตร ทางทิศตะวันตกของกรุงไคโร เมืองหลวงของประเทศอียิปต์ในปัจจุบัน ด้วยโครงสร้างใหญ่โตและลักษณะรูปทรงเรขาคณิตเฉพาะตัว ทำให้สามารถสังเกตเห็นได้จากระยะไกล ทั้งนี้แม้แต่จากภาพถ่ายดาวเทียม (คลิกเพื่อดูภาพถ่ายดาวเทียมหมู่พีระมิดแห่งกิซ่า)

พีระมิดโจเซอร์ (Djoser's Pyramid)

พีระมิดขั้นบันไดของฟาโรห์โซเซอร์ที่เมืองซักคารา
พีระมิดโจเซอร์ (Djoser's Pyramid) หรือ พีระมิดแห่งซักการา (The Pyramid of Saqqara) นับเป็นพีระมิดแห่งแรกของอียิปต์ ที่ฟาโรห์โจเซอร์ (Djoser หรือ Zoser) แห่งราชวงศ์ที่ 3 เป็นผู้สร้างขึ้น โดยมี อิมโฮเทป (Imhotep) ที่ปรึกษาประจำองค์ฟาโรห์เป็นสถาปนิกผู้ออกแบบ ลักษณะที่สำคัญคือเป็น พีระมิดขั้นบันได (Step Pyramid) ซ้อนกันรวม 6 ชั้น เปรียบเสมือนบันไดไปสู่สวรรค์ ส่วนพีระมิดรุ่นหลังที่เป็นแบบมหาพีระมิดที่แต่ละด้านของพีระมิดลาดเอียงลงประมาณ 51 องศามีความชันน้อยกว่าและไม่เป็นขั้นบันได ก็ถือว่าเป็นการลาดของลำแสงดวงอาทิตย์เช่นกัน ในขณะที่พีระมิดยุคต่อมาจะไม่มีลักษณะของขั้นบันไดให้เห็น ก่อนหน้านี้สุสานของฟาโรห์จะสร้างอยู่ใต้ดินโดยปิดทับด้วยสิ่งก่อสร้างที่ไม่สูงมากนักเรียกว่า มัสตาบา (Mastaba)
พีระมิดไมดุม (Meidum Pyramid)
พีระมิดไมดุม สร้างโดยฟาโรห์สนอฟรู (Snofru) หรืออีกพระนามหนึ่งคือ ซเนเฟรู (Sneferu) ผู้ก่อตั้งราชวงศ์ที่ 4 ของอียิปต์โบราณ เป็นพีระมิดที่พยายามพัฒนารูปแบบต่อจากพีระมิดขั้นบันไดของฟาโรห์โซเซอร์ โดยตั้งใจจะก่อสร้างให้มีรูปร่างเป็นพีระมิดที่สมบูรณ์ แต่เกิดปัญหาพังทลายลงระหว่างการก่อสร้างเนื่องจากพื้นทรายด้านล่างรองรับน้ำหนักพีระมิดไม่ไหว นักประวัติศาสตร์ส่วนหนึ่งเชื่อว่า ฟาโรห์สนอฟรูสร้างพีระมิดไมดุมนี้ให้กับ ฟาโรห์ฮูนิ (Huni) ฟาโรห์องค์สุดท้ายของราชวงศ์ที่ 3 ผู้เป็นพระราชบิดาของพระองค์

พีระมิดหักงอ (Bent Pyramid)

พีระมิดหักงอ (Bent Pyramid) หรือบางครั้งเรียกกันสั้นๆ ว่า พีระมิดเบี้ยว สร้างขึ้นโดย ฟาโรห์สนอฟรู (Snofru) หลังจากการก่อสร้างพีระมิดไมดุมประสบความล้มเหลว เดิมมีเป้าหมายจะสร้างให้มีรูปร่างเป็นแบบพีระมิดที่สมบูรณ์ แต่เกิดปัญหาในระหว่างการก่อสร้างเนื่องจากแต่ละด้านของพีระมิดทำมุมชันมากเกินไปคือชันถึง 54 องศาทำให้ต้องเปลี่ยนแบบการก่อสร้างกลางคัน กลายเป็นพีระมิดที่แต่ละด้านหักมุมเปลี่ยนความชันที่ประมาณระหว่างกลางความสูงของพีระมิดเหลือความชัน 43 องศา นับเป็นพีระมิดที่มีชื่อเสียงอีกแห่งหนึ่งเนื่องจากรูปร่างที่แปลกตาอย่างเห็นได้ชัดและแสดงถึงความสามารถของผู้สร้างที่สามารถแก้ไขปัญหาการก่อสร้างที่เกิดขึ้นเมื่อกว่า 4,600 ปีมาแล้ว
ประสบการณ์จากพีระมิดหักมุมนี้เอง ทำให้การก่อสร้างพีระมิดแห่งต่อมาประสบความสำเร็จ และส่งผลให้มีการสร้าง มหาพีระมิดแห่งกิซ่า ที่กลายเป็นหนึ่งเดียวของ เจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลก ที่ยังคงอยู่มาจนถึงปัจจุบัน

พีระมิดแดง (Red Pyramid)


พีระมิดแดงของฟาโรห์สเนเฟรู
พีระมิดแดง (Red Pyramid) สร้างโดยฟาโรห์สนอฟรู หลังจากพีระมิดเมดุม และพีระมิดหักงอ นับเป็นพีระมิดที่มีรูปร่างสมบูรณ์แบบแห่งแรกของโลก ด้านทั้ง 4 ของพีระมิดแดงทำมุมเอียง 43 องศาเท่ากับมุมเอียงในส่วนบนของพีระมิดหักงอ ซึ่งเท่ากับมีการนำบทเรียนจากการสร้างพีระมิดครั้งก่อนมาใช้นั่นเอง
พีระมิดแดงมีความสูงถึง 104 เมตร (341 ฟุต) หรือประมาณอาคารสูง 30 ชั้น (เมื่อคิดความสูงที่ชั้นละ 3.5 เมตร) ฐานพีระมิดแต่ละด้านยาว 220 เมตร (722 ฟุต) หรือมีขนาดฐานเกือบเท่ากับมหาพีระมิดคูฟูแห่งกิซ่า นับเป็นพีระมิดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในพีระมิด 3 แห่งที่เมืองดาชูร์ (Dahshur) และในยุคสมัยที่ก่อสร้างแล้วเสร็จยังนับเป็นสิ่งก่อสร้างสูงที่สุดในโลกในขณะนั้นอีกด้วย และเนื่องจากพีระมิดนี้สร้างโดยปิดผิวนอกด้วยหินแกรนิตสีแดงทำให้ได้ชื่อว่าพีระมิดแดงจากสีหินแกรนิตนั่นเอง
พีระมิดในประเทศอียิปต์เป็นสิ่งก่อสร้างของชาวอียิปต์โบราณสมัยก่อน ยุคเหล็กโดยเฉพาะ พีระมิดคูฟูใน หมู่พีระมิดแห่งกิซ่า นับเป็นสิ่งก่อสร้าง ขนาดใหญ่ที่สุด ที่มนุษย์เคยสร้างขึ้นมา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าทางวิทยาการ ที่น่าอัศจรรย์ของอียิปต์โปราณ
พีระมิด (Pyramid) ในประเทศอียิปต์มีมากมายหลายแห่งด้วยกัน แต่ที่มีชื่อเสียงที่สุดจนอาจนับเป็นตัวแทนของพีระมิดอียิปต์ทั้งมวล ได้แก่ หมู่พีระมิดแห่งกิซ่า (Giza Pyramid Complex) ซึ่งประกอบไปด้วย
พีระมิดคูฟู(Khufu) หรือ มหาพีระมิดแห่งกิซ่า (The Great Pyramid of Giza) ซึ่งเป็นหนึ่งเดียวใน เจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกที่ยังคงเหลืออยู่ในปัจจุบัน มีขนาดใหญ่ที่สุดและเก่าแก่ที่สุดในหมู่พีระมิดแห่งกิซ่า
พีระมิดคาเฟร(Khafre) ตั้งอยู่ตรงกลางของพีระมิดทั้ง 3 และสร้างอยู่บนพื้นที่สูง ทำให้ดูเหมือนมีขนาดใหญ่ที่สุด และมีบางคนเข้าใจผิดว่าพีระมิดคาเฟรคือมหาพีระมิดแห่งกิซ่า ทางทิศตะวันออกของพีระมิดคาเฟรมี มหาสฟิงซ์(The Great Sphinx of Giza) หินแกะสลักขนาดมหึมาที่มักปรากฎในภาพถ่ายคู่กับพีระมิดคาเฟร
พีระมิดเมนคูเร(Menkaure) ขนาดเล็กที่สุดและเก่าแก่น้อยที่สุดในหมู่พีระมิดแห่งกิซ่า จากตำแหน่งการก่อสร้างทำให้คาดได้ว่า เดิมอาจตั้งใจสร้างให้มีขนาดใกล้เคียงพีระมิดคูฟู และพีระมิดคาเฟรแต่ในที่สุดก็สร้างในขนาดที่เล็กกว่า พีระมิดเมนคูเรมักปรากฎในภาพถ่ายพร้อมกับ หมู่พีระมิดราชินีทั้ง 3 (The Three Queen's Pyramids)
พีระมิดทั้งสามสร้างเรียงต่อกันเป็นระยะทางกว่า 1กิโลเมตรทางทิศตะวันตกของ กรุงไคไร เมืองหลวงของประเทศอียิปต์ในปัจจุบัน ด้วยโครงสร้างใหญ่โตและลักษณะรูปทรงเรขาคณิตเฉพาะตัว ทำให้สามารถสังเกตเห็นได้จากระยะไกล ทั้งนี้แม้แต่จากภาพถ่ายดาวเทียม






                                                                                   บรรณานุกรม
                         http://th.wikipedia.org/wiki/





จัดทำโดย
นาย บุญธรรม  ภาภูมิพฤกษ์    ชั้นม.5/2











   



                                                            















วันศุกร์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2554

วันแม่แห่งชาติ





ขาย ลูกชิ้น เปาะเปี๊ยะ

ลงทุน 100
ขายได้110
กำไร10

สมาชิก cband 285

นาย อานนท์ สมสะกีสิทธิ์ ชั้นม.5/2 เลขที่25

นาย บุญธรรม ภาภูมิพฤกษ์ ชั้นม.5/2

นาย วราวุธ อรัญมิตร ชั้นม.5/2

นาย ผจญ สิทธิสวนจิกชั้นม.5/2

นาย วสันต์ คำสีแก้ว

อาชีพ กุ๊ก นาย ผจญ สิทธิสวนจิก ชั้นม.5/2

อาชีพ กุ๊ก
เปิดเส้นทาง Chef อาชีพในฝันของคนรุ่นใหม่ในยุคที่ผู้บริโภคแสวงหาความสุขจากการกิน และพร้อมจ่ายด้วยความแตกต่างของรสชาติและองค์ประกอบแปลกใหม่
“ 30 ปีที่แล้วพ่อครัวเป็นอาชีพที่ไม่น่าสนใจ ไม่เป็นที่ยอมรับ คนทำงานนี้จะถูกมองว่าเป็นพวกความรู้ต่ำไม่มีทางเลือกอาชีพที่ดีกว่านี้จึงต้องไปทำงานในครัว อาชีพนี้จึงมีเฉพาะคนที่ชอบจริงๆ "
จำนงค์ นิรังสรรค์ นายกสมาคมพ่อครัวไทย(Thai Chefs' Association) ประจำปี 2549-2550 ถ่ายทอดบทบาทของอาชีพพ่อครัวเมื่อประมาณปี 2519 อาชีพที่ไร้แรงจูงใจและถูกค่อนขอดว่าเป็นแค่"คนในครัว" อยู่หน้าเตา
กลายเป็นขวากหนามที่ถูกปิดกั้นจากครอบครัวไม่สนับสนุนให้ลูกหลานเดินบนเส้นทางนี้ ด้วยเหตุผลของรายได้ต่ำ ไม่โก้หรู อาชีพนี้จึงตกเป็นของพ่อครัวจีนไหหลำที่หอบเสื่อผืนหมอนใบครอบครองและตักตวงเงินทองกับอาชีพที่คนไทยเมิน
คนไทยในครัวยุคนี้ยังเป็นแค่ลูกมือในครัว ไม่โดดเด่น ไม่เป็นที่ยอมรับเช่นเดิม
ยุคที่สองของวงการประมาณปี 2529 จำนงค์ เล่าว่าเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลง พ่อครัวจีนเริ่มล้มหายตายจากและเชฟฝรั่งเริ่มเข้ามาแทนที่
แต่คนไทยที่ทำงานในครัวยังคงเหมือนเดิมนั่นคือ เป็นลูกมือเชฟฝรั่งแทนกุ๊กจีน แต่สิ่งที่ได้ คือ ระบบการทำงานแบบฝรั่ง อาหารฝรั่ง เริ่มเข้ามามีบทบาทและให้เรียนรู้
ถ้ามองให้กว้างขึ้น ยุคนี้เริ่มเห็นการตื่นตัว มีสถาบันเปิดสอนด้านอาหารและโรงเรียนการโรงแรมมากขึ้นแต่ผู้เรียนเข้ามาเพราะไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่า
"เด็กที่อยากเข้าสู่อาชีพนี้เริ่มมีสถาบันเปิดสอน แต่เป็นการสอนกว้างๆ ไม่ลงลึก เช่น โรงเรียนการโรงแรมก็จะสอนทุกอย่างตั้งแต่ระบบการต้อนรับด้านหน้า จนถึงในครัว ส่วนเด็กที่มาเรียนเป็นคนที่เลือกเรียนอันดับท้ายๆ ประเภทว่ามีที่เรียนดีกว่าไม่ดี"
จำนงค์ บอกว่า ความรู้ ความเข้าใจที่ไม่มากพอ ทำให้อาชีพนี้ถูกตีกรอบแค่ว่าทำงานในครัว ไม่มีโอกาสพบปะผู้คนจึงไม่เป็นที่ยอมรับและไม่อยากให้ลูกหลานเข้าสู่อาชีพนี้
แต่เด็ก "ก้นครัว" ในยุคนั้น กลายเป็นต้นกำเนิดพ่อครัวที่เรียกขานให้โก้หรูกว่าเดิมว่า เชฟ ( Chef) ในเวลาต่อมา พร้อมๆ กับบทบาทของมนุษย์ทองคำที่มาพร้อม"รายได้"อันน่าทึ่งและ"การยอมรับ"อย่างไม่น่าเชื่อ
เช่นเดียวกับ จำนงค์ ที่เริ่มต้นจากการเป็นพนักงานทำความสะอาด แต่ปัจจุบันคือ ซูเชฟ (Executive Sous Chef) ซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุดของเชฟไทยประจำโรงแรมราฟเฟิล อินเตอร์เนชั่นแนล ปาร์คนายเลิศ
หรือ วิชิต มะกุระ ซึ่งเดินบนเส้นทางเดียวกัน จากพนักงานทำความสะอาด แต่ปัจจุบันเป็นถึงเชฟใหญ่ครัวไทยประจำโรงแรมโอเรียนเต็ล
ขณะที่มีเชฟใฟญ่คนไทยที่โด่งดังในวงการอีกไม่น้อย เช่น เสาวกิจ ปรีเปรม เชฟใหญ่แห่งรีเจ้นท์ชะอำ , ภูรี สง่ากร แห่งดุสิตธานี หรือ สมประสงค์ เจริญผล ประจำแกรนด์ไฮแอทเอราวัณ
ทุกวันนี้ครัวไทยเป็นแม่เหล็ก และมีความสำคัญมากขึ้น เพราะทำรายได้ไม่น้อยกว่าอาหารชาติอื่น โดยเฉพาะที่โรงแรมโอเรียนเต็ล
ห้องอาหารไทยของที่นี่ทำเงินแซงหน้าห้องอาหารอิตาเลี่ยน ฝรั่งเศส รวมทั้งห้องอาหารจีน
ยิ่งโรงแรมไหนมีลูกค้าต่างชาติมาก เชฟไทยฝีมือดียิ่งเป็นที่ต้องการ เสน่ห์อาหารไทยในแบบออริจินัลเป็นที่ต้องการของต่างชาติเมื่อเข้าสู่ดินแดน "ของแท้" อาหารไทย
"เชฟใหญ่สูงสุดในโรมแรมห้าดาวปัจจุบันก้าวมาจากเด็กก้นครัวยุคแรกๆ ทั้งนั้น กลุ่มนี้อาศัยความอดทน ไม่มีโรงเรียนเปิดสอน กุ๊กจีนในสมัยนั้นก็หวงวิชา ไม่บอก ไม่กล่าว ต้องใช้วิธีครูพักลักจำ ฝึกฝนและเก็บเกี่ยวประสบการณ์เอาเอง" เชฟจำนงค์ ประเมินให้ฟัง
จุดเปลี่ยนค่อยๆ เกิดขึ้นในวงการ เมื่อถูกค้นพบว่าอาชีพนี้ มีโอกาสเติบโตและโอกาส "โกอินเตอร์" ไม่แพ้อาชีพอื่นเพราะโรงแรมส่วนใหญ่บริหารภายใต้เชน การหมุนเวียนทำงานไปยังสาขาต่างประเทศย่อมเกิดขึ้น
เป้าหมายการใช้อาชีพนี้เป็นบันไดไปต่างประเทศ ยกระดับตัวเองก็มีมากขึ้น แต่จุดเปลี่ยนชัดเจนที่สุดเกิดขึ้นในช่วง 5 ปีหลังมานี้เมื่อได้โครงการครัวไทยสู่โลก ในปี 2543 จุดประกายการส่งออกเชฟไทยไปต่างประเทศ ตามความนิยมของอาหารไทยที่ติดท็อปทรีของโลก
หลายคนฝันถึงโอกาส"โกอินเตอร์" และอยากเดินตามรุ่นพี่อย่าง ทอมมี่ แทงค์ เชฟไทยที่ไปสร้างชื่อในต่างประเทศ ส่วนเชฟไทยในโรงแรมต่างๆ เริ่มเผยให้เห็นเม็ดเงินเดือนละ 6 หลักไม่น้อยกว่ารัฐมนตรีหรือผู้บริหารระดับสูงของบริษัทใหญ่ทั้งๆ ที่พวกเขาไม่จบปริญญาตรี
โอกาสไต่เต้าของเด็กไทยในเส้นทางเชฟมีมากขึ้น ไม่ใช่ "คนครัว" ขายแรงงานธรรมดา
ความคิดที่ว่าพ่อครัวทำงานแต่ในครัว ก็เริ่มเปลี่ยน เพราะเชฟ ต้องใช้ศาสตร์การบริหารเหมือนผู้บริหารทั่วๆ ไป ห้องทำงานจึงไม่ใช่แค่ในครัวเท่านั้น การจัดการคน บริหารองค์กร ความคิดสร้างสรรค์ ติดตามเทรนด์ พฤติกรรมของลูกค้าแต่ละกลุ่ม ต้องหาความรู้จากภายนอก จากการเดินทางหรือโลกไซเบอร์ ที่สำคัญอาชีพนี้ต้องการผู้มีอารมณ์ศิลป์ มีความคิดสร้างสรรค์ กล้าแสดงออก กล้าพรีเซ้นท์
จุดอ่อนของคนไทยที่ไม่ค่อยกล้าแสดงออก ไม่กล้านำเสนอ เป็นจุดบอดที่ทำให้เชฟไทยไม่เป็นที่รู้จักกันหรือเข้าใจอาชีพนี้ไม่ถูกต้องนัก
จำนงค์ เปรียบเทียบ ความโด่งดัง การรู้จัก อาชีพเชฟในต่างประเทศ ส่วนหนึ่งมาจาก เชฟระดับมิชลินสตาร์ รางวัลที่ได้จากการโหวตของลูกค้าที่รวมตัวกันแล้วตั้งเป็นชมรม ออกตระเวนชิมและยกรางวัลให้โดยเจ้าตัวไม่รู้
รางวัลนี้มาพร้อมความสำเร็จในอาชีพ ที่การันตีรสชาติ คุณภาพและมาตรฐาน เชฟระดับมิชลินสตาร์เหล่านี้จึงเดินสายเหมือนนักร้อง นักดนตรีโชว์ตัวในประเทศต่างๆ การยอมรับ การรู้จักในวงกว้างจึงมากขึ้น
โรงแรมหรือภัตตาคารเชิญชวนเชฟที่ขึ้นทำเนียบเหล่านี้ให้มาเป็นจุดขายดึงดูดลูกค้าที่แสวงหาความสุขจากการกิน ด้วยความแปลกใหม่ของรสชาติและความแตกต่างในฝีมือ คนกลุ่มนี้มีมากและกำลังซื้อสูงไม่น้อย
ในบ้านเราช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เชฟระดับมิชลินสตาร์วนเวียนเข้ามาเป็นจุดขายบ่อยครั้ง และเป็นผลดีต่อวงการเชฟและความใฝ่ฝันของเด็กไทยในการเดินตามฝันบนเส้นทางนี้
"วงการนี้ รอคลื่นลูกใหม่ ที่มีฝีมือ และมีความคิดสร้างสรรค์ กล้าแสดงออก กล้าโชว์ "
เขา ยกตัวอย่าง "เชฟบอริส" เชฟมิชลินสตาร์จากสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งมาเป็นจุดขายของโรงแรมปาร์คนายเลิศเมื่อประมาณเดือนมิถุนายน เวลานั้น ไฮโซ นักร้องชื่อดัง จับจองโต๊ะเพื่อชิมฝีมือเต็มทุกวัน
หรือเชฟอัลเฟรโด รุสโซ เชฟมิชลินสตาร์ เมื่อปี 1993 และยังได้มอบรางวัล Italy’s best young chef” กำลังเดินทางเข้ามาเป็นจุดขายของเชอราตัน แกรนด์ สุขุมวิทในปลายสัปดาห์ของเดือน กรกฎาคมนี้
ค่าตัวเชฟระดับมิชลินสตาร์นั้น ว่ากันว่า ชั่วโมงละไม่น้อยกว่า 2.5 แสนบาท
หลายคนเห็นแล้วตาโต ไม่คิดว่าอาชีพนี้จะมีรายได้และโอกาสการเติบโตมากกว่าที่คิด
"การจัดอันดับเชฟเป็นเรื่องยากและไม่มีการจัดอันดับทั้งในไทยและต่างประเทศเพราะหาเกณฑ์วัดยาก มีแต่รางวัลมิชลินสตาร์เท่านั้นซึ่งพอจะเป็นที่ยอมรับและการันตีฝีมือของเชฟได้ "
จำนงค์ บอกว่า เชฟไทยยังไปไม่ถึงระดับมิชลินสตาร์ และยังไม่มีการรวมตัวกันเป็นหน่วยงานที่ยอมรับในการวัดฝีมือเชฟได้
ที่สำคัญบ้านเราเชฟไทยในร้านอาหาร (Restaurant) ยังไม่เป็นที่ยอมรับ เพราะระบบการจัดการร้านอาหารไม่ได้มาตรฐานเหมือนครัวทั่วๆ ไป ไม่มีการควบคุมคุณภาพ แต่ร้านอาหารในต่างประเทศเข้มงวดในมาตรฐานเหมือนโรงแรม เชฟระดับมิชลินสตาร์ส่วนใหญ่มักมาจากร้านอาหาร
แม้ว่าเชฟไทยจะยังไปไม่ถึงรางวัลดังกล่าว แต่เส้นทางของอาชีพนี้ก็ไม่ได้ถูกตีกรอบเหมือนแต่ก่อน การยอมรับมากขึ้นเห็นได้จากการสนับสนุนและพยายาม"ปั้น"ลูกหลานให้เข้าสู่วงการ
สถาบันการเรียนการสอนในหลักสูตรที่เกิดขึ้นก่อนหน้าที่ขยายตัวมากขึ้น ไม่ใช่แค่สวนดุสิต ,วิทยาลัยดุสิตธานี โรงเรียนการโรงแรม แต่มีการจับมือผลิตเชฟไทยภายใต้หลักสูตรอินเตอร์ เช่น มหาวิทยาลัยศิลปากร จับมือกับวาเทล ฝรั่งเศส ส่วนการเรียนนอกสูตรนั้นก็มากมายราวดอกเห็ดรองรับตั้งแต่เด็กเล็กยันเด็กโต
เด็กเล็กที่เคยสนับสนุนให้เริ่มฝึกทักษะของศิลปะหรือดนตรี เริ่มสนับสนุนให้เข้าครัว เช่น ABC Cooking School ย่านสยามสแควร์ท่ามกลางสถานที่กวดวิชานับสิบแห่ง
ไม่เว้นเม้แต่รายการทีวี บางฉาก บางตอนของละคร ยังโชว์ทักษะการทำอาหาร เป็นองค์ประกอบที่นำมาสู่การรับรู้ในมุมมองใหม่ๆ และการยอมรับในอาชีพนี้
จำนงค์ บอกว่า ยังมีการสนับสนุนที่น่าสนใจกว่านั้นอยู่ที่โรงเรียนมัธยมหลายแห่ง เลือกอาชีพ"เชฟ"เป็นหนึ่งในการแนะแนวให้นักเรียนในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ การเลือกเรียน
"พวกเราที่อยู่ในวงการนี้ได้จับมือกันในนามสมาคมพ่อครัวไทยหรือ Thai Chef Association พยายามให้ความรู้และให้รู้จักอาชีพนี้มุมที่ถูกต้อง ให้รู้ว่าเป็นอาชีพที่มีความก้าวหน้า เป็นผู้บริหารระดับสูงได้"
จำนงค์ กล่าวอีกว่า การเป็นเชฟไม่มีสูตรตายตัวเหมือนอาชีพอื่นๆ และต้องเจาะจงไปเรียนที่นั่น ที่นี่ ห้องเรียนเป็นแค่จุดเริ่มต้น แต่ประสบการณ์สำคัญมากกว่า เชฟรุ่นแรกทุกคนไม่เคยผ่านการเรียนการสอนในห้องเรียน แต่ก้าวมาอยู่ในจุดสูงสุดได้
ศาสตร์ที่ใช้ในการบริหารของเชฟ นอกจากการบริหารบุคลากรในครัวแล้ว ความรู้นอกห้องเรียน เทรนด์ใหม่ๆ ที่หาไม่ได้ในครัวเป็นองค์ประกอบสำคัญในการบริหาร
อาชีพนี้อาจเทียบกับคนเป็นหมอรักษาคนไข้ก็ได้ เชฟต้องนึกถึงลูกค้า อาหารกินไปถึงตายได้ แม้ไม่ตายทันที แต่การสะสมของอาหารไม่ได้คุณภาพเป็นการทำร้ายลูกค้าให้ตายแบบผ่อนส่ง
นอกจากนั้นเชฟยังต้องมีความเป็นศิลปิน ต้องมีอารมณ์ศิลป์ ความอร่อยของรสชาติ ต้องมาพร้อมองค์ประกอบ ความแปลกใหม่ กระตุ้นอารมณ์อยากให้เป็นความหิว
เชฟหนุ่มอารมณ์ดีวัย 44 วิชิต มะกุระ Executive Thai Chef ร้านไทยประจำโรงแรมโอเรียนเต็ล เสริมว่าการจัดอาหารเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ เชฟที่ดีต้องเรียนรู้และหาสไตล์ของตัวเอง เพราะนี่คือ ลายเซ็นประจำตัวเชฟ
แม้จะมีการทำอาหารเลียนแบบ แต่พอเห็นแล้วผมจะรู้ทันทีว่าจานไหนของผม เชฟต้องหาสไตล์ของตัวเอง การตกแต่งหน้าตาอาหาร รวมถึงองค์ประกอบในจานอาหาร ต้องมีความสมดุลของน้ำหนักอาหาร สี เพราะหน้าตาอาหารสำคัญไม่น้อยกว่ารสชาติ "
อารมณ์ศิลป์ควรมีอยู่ในตัวเชฟซึ่งสามารถฝึกฝนกันได้ เชฟที่ไม่สามารถทำให้อาหารโดดเด่นได้ ความน่าสนใจก็ไม่มี
เขา บอกว่า เชฟรุ่นใหม่ที่ผ่านมาการเรียน การสอนในโรงเรียนหรือสถาบันการสอนต่างๆ เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ เพราะเด็กรุ่นนี้เรียนรู้พัฒนาการ ความคิดสร้างสรรค์ตั้งแต่เด็กๆ
ความคิดสร้างสรรค์จะมีส่วนผลักดันให้พวกเขาเป็นเชฟรุ่นใหม่ที่โตเร็วมากขึ้น ไม่ต้องฝ่าฟันเหมือนรุ่นบุกเบิก
วิชิตเป็นหนึ่งในเชฟที่ก้าวมาสู่เส้นทางสายอาชีพนี้เพียงเพราะใจรัก ไม่ได้ผ่านการโรงเรียนในห้องเรียน แต่ผ่านประสบการณ์ทำงานตรงจากโรงแรม โดยเริ่มทำงานครั้งแรกหลังจบ มศ.3 ในตำแหน่งคลีนเนอร์หรือพนักงานทำความสะอาดในครัวของโรงแรมที่พัทยาบ้านเกิด
เขา บอกว่า แม้ฐานะทางบ้านจะดีถึงขึ้นขับรถเก๋งไปทำงาน แต่ที่เลือกทำเพราะใจรักและชอบช่วยแม่ทำงานบ้านอยู่แล้วตั้งแต่เด็ก ความรู้ในอาหารและการจัดการในครัวเขาจึงอยู่ในตำแหน่งคลีนเนอร์ได้เพียง 3-4 เดือน ได้รับความไว้วางใจเลื่อนขั้นมาเป็นกุ๊ก
หลังจากเก็บเกี่ยวบทเรียนจากห้องเรียนแรกได้หนึ่งปี จึงย้ายเข้ากรุงเทพฯมาทำงานในโรงแรมแมนดารินในสมัยนั้น พร้อมตำแหน่งกุ๊ก กินเงินเดือน 1,200 บาท ประสบการณ์ที่นั่นสอนให้ทำงานอย่างเป็นระบบ เพราะต้องเข้าไปอยู่ในส่วนงานจัดเลี้ยง ที่ต้องรับผิดชอบลูกค้าร่วม 1,000 คนต่อวัน
จากนั้นจึงย้ายไปรีเจ้นท์ ชะอำแล้วต่อด้วยฮิลตัน และเป็นเชฟรุ่นบุกเบิกที่เรียนรู้การทำงานในโรงแรม
ผมเรียนรู้จากการทำงานใหม่ๆ ตลอดเวลา อยู่ฮิลตันกว่า 1 ปี ออกไปช่วยร้านอาหารให้พ่อที่พัทยา แม้จะเป็นร้านอาหารเล็กแต่ก็ต้องให้ความสำคัญกับระบบการทำงานที่ดี เพื่อเป็นการวางรากฐานสำหรับการเติบโตในอนาคต หลังจากเข้าที่เข้าทางแล้ว ก็ย้ายไปเป็นเชฟที่ภูเก็ต ยอร์ทคลับ และไปสอนอาหารไทยให้กับเชฟในประเทศญี่ปุ่น โรงแรมในเครือยามาฮ่า
หลังจากสอนเชฟญี่ปุ่นทำอาหารไทยได้ 3 เดือน ชาลี อมาตยกุล ถูกเรียกมาทำงานที่โอเรียนเต็ล ตั้งแต่ปี 2529 จนถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่า 20 ปี โดยกินเงินเดือน 6 หลักเช่นกัน
"วันหยุด ผมต้องเข้าห้าง ไม่ใช่ดูอาหารว่ามีอะไรคืบหน้า มีสินค้าใหม่ๆ ออกมาแค่ไหน แต่ดูดีไซน์ การออกแบบห้าง ออกแบบร้านอาหาร เพราะเป็นเทรนด์ที่เชฟต้องศึกษา อาหารที่ออกมาหน้าตาต้องไปด้วยกันกับสถานที่ เชฟยุคนี้จึงไม่ต้องการแค่ความขยันอย่างเดียว อย่างน้อยๆ ภาษาอังกฤษต้องได้เพราะตำราเป็นภาษาอังกฤษ ลูกค้าต่างชาติ ที่เราต้องคุย ต้องถาม" จำนงค์ บอกถึงวิธีหาเทรนด์ใหม่ๆ ในฐานะเชฟใหญ่
ความคิดสร้างสรรค์ ก็มีส่วนสำคัญไม่น้อย เพราะหน้าที่เชฟ ต้องเดาใจลูกค้าให้ถูกทาง โดยมุ่งเป้าไปที่การปรับแต่งให้เข้ากับความต้องการของลูกค้า หรือ Customization เพราะลูกค้ายุคนี้ต้องการสินค้าที่บ่งบอกสไตล์ บุคลิกของตัวเอง ไม่ใช่แค่เสื้อผ้า สถานที่ ตอนนี้อาหารต้อง Is my style ด้วย
เขา ยกตัวอย่าง สลัด 1 จานต้องเริ่มตั้งแต่ศึกษาว่าลูกค้าเป็นใครมีบุคลิกอย่างไร หรือถ้าเป็นงานต้องดูคอนเซปต์เพื่อให้อาหารออกมาในโทนเดียวกัน เช่น ลูกค้าหรืองานต้องการความเรียบง่าย สลัดต้องจัดในแนวคลาสสิกด้วยการไล่โทนสีผักให้เป็นศิลปะ เรียบแต่หรู
ถ้าลูกค้าต้องการหวือหวา สลัดจานนี้ต้องใช้สีผักหลากหลายและตัดกันให้อยู่ในแนวแฟนซี
"เทรนด์ตอนนี้โมเดิร์นแต่เรียบง่ายหรือคลาสสิกโมเดิร์น สีไม่ฉูดฉาด สลัดชิ้นแต่พอคำ ถ้าเป็นอาหารไทยต้องออริจินัล "
ผิดถูกอยู่ที่อาหารจานเดียว คือ สิ่งที่เชฟต้องน้อมรับทุกคำวิจารณ์ของลูกค้า
กระโถนท้องพระโรง คือ คำเปรียบเปรยของเชฟจำนงค์ เพราะอร่อยของคนหนึ่ง อาจไม่อร่อยเลยสำหรับอีกคน เปรี้ยว หวาน มัน เค็ม ก็เหมือนกันศาสตร์และศิลป์ที่เชฟต้องเรียนรู้ และดีไซน์ให้ทันสมัย รสชาติถูกใจลูกค้า
"ความภูมิใจของการเป็นเชฟ อยู่ที่เห็นลูกค้าที่มีความสุข กินแล้วประทับใจ ถึงจะเข้าไปหาเศษอาหารกินในครัว แค่นี้ก็สุขใจ สำหรับคนที่รักอาชีพนี้"
"ครัว" คือขุมทรัพย์มหาศาลของเชฟ วงการนี้ต้องการคลื่นลูกใหม่ที่ไม่ต้องการแค่ใจรัก แต่ต้องมีทั้งศาสตร์บริหาร ลูกเล่น ศิลปะเข้ามาประกอบกันด้วย



บรรณานุกรม










ช่างซ่อมรถจักรยานยนต์ นายวราวุธ อรัญมิตร ชั้นม.5/2

ช่างซ่อมรถจักรยานยนต์
ลักษณะงานหลัก
ปฏิบัติงานด้านการซ่อม  บำรุงรักษารถจักรยานยนต์เปลี่ยนชิ้นส่วนวิเคราะห์หาสาเหตุและแก้ไขข้อขัดข้องของรถจักรยานยนต์  และเครื่องยนต์เล็ก

ลักษณะงานย่อย
ทำหน้าที่ซ่อมรถจักรยานยนต์ทั้งคันโดยสอบถามอาการเสียจากเจ้าของรถแล้วหรือแก้ไขข้อขัดข้อง  ศึกษาคู่มือซ่อม  กำหนดขั้นตอนการซ่อมยกรถด้วยแท่นยก  ถอดชิ้นส่วนออก  เช่น  เครื่องยนต์  ระบบน้ำมันเชื้อเพลิง  ระบบส่งกำลัง  ระบบรองรับน้ำหนัก  ระบบไฟฟ้า  รื้อชิ้นส่วนออกซ่อมหรือเปลี่ยนใหม่  เช่น  ลูกสูบ  แหวนลูกสูบ  ก้านสูบ  วาล์ว  เกียร  คลัตซ์  ซีล  ลูกปืน  ปะเก็น  คาร์บูเรเตอร์  เบรก  โช๊คอัพ  หลอดไฟ  การขึ้นขี่ลวด  และการตั้งศูนย์ล้อ  งานบริการอื่นๆ  เช่น  เปลี่ยนหัวเทียน  กรองอากาศ  เติมน้ำมันกลั่นเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง  น้ำมันเกียร   ไล่ลมเบรก  การตั้งโซ่ขับล้อ  การทดลองรถจักรยานยนต์  อาจต้องใช้เครื่องเชื่อมเครื่องเจาะ  เครื่องเจียร์  การบัดกรี  ฯลฯ

อาชีพที่จะทำ
ช่างซ่อมรถจักยานยนต์  ช่างซ่อมรถยนต์  ช่างซ่อมเครื่องยนต์เล็กเพื่อการเกษตร  ช่างซ่อมระบบส่งถ่ายกำลังและระบบเครื่องล่างรถยนต์  ช่างไฟฟ้ารถยนต์  พนักงานบริการล้อและยาง  ช่างซ่อมสามล้อเครื่อง  ช่างซ่อมเครื่องจักรกลหนัก  ช่างซ่อมเครื่องจักรกลการเกษตร

อาชีพที่เกี่ยวเนื่อง
ช่างซ่อมรถยนต์  ช่างซ่อมเครื่องยนต์เล็กเพื่อการเกษตร  ช่างประดับยนต์  ช่างเคาะพ่นสีรถยนต์  ช่างเชื่อม  ช่างกลึงโลหะ  ครูสอนซ่อมรถจักรยานยนต์  พนักงานบริการล้อและยาง  พนักงานขายรถจักรยานยนต์

ผู้ว่าจ้าง
รับจ้างส่วนตัว  เจ้าของอู่  ศูนย์บริการซ่อมรถจักรยานยนต์

สภาพการทำงาน
เป็นงานหนักที่ท้าทายกับเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าไปอย่างไม่หยุดยั้งมักเป็นลูกจ้างประจำต้องการความสามารถในการวิเคราะห์ปัญหามีความละเอียดรอบคอบ  เปื้อนสกปรกใช้มือทำงานมาก  อาจต้องทำงานเกินเวลาค่าแรงตามระดับฝีมือ  คิดตามชิ้นงาน  หรือระยะเวลาเสร็จ 

โอกาสการมีงานทำ
อยู่ในระดับสูงมาก  ค่าจ้างเริ่มต้นที่  ประมาณ  5,000 – 7,000 บาทต่อเดือน

อนาคตข้างหน้า
ผู้มีพื้นฐานอาชีพนี้  สามารถฝึกเพิ่มเติมฝีมือในหลักสูตรการฝึกยกระดับฝีมือในศูนย์ฯ  หรือการจัดฝึกอบรมโดยบริษัทผู้แทนจำหน่ายรถจักรยานยนต์  การประกอบอาชีพอิสระมีความเป็นไปได้ค่อนข้างสูง  เนื่องจากลงทุนไม่สูงนัก  และมีอาชีพที่เกี่ยวเนื่องกับ  ช่างซ่อมรถจักรยานยนต์ให้เลือกมากมาย

มาตรฐานฝีมือแรงงาน
มีบริการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน  โดยแบ่งการทดสอบเป็น 3 ระดับ  การทดสอบจะต้องทดสอบเริ่มจาก  ระดับ 1-3 ตามลำดับ  ติดต่อสมัครทดสอบได้
ส่วนล่างของฟอร์ม

ช่างซ่อมรถจักรยานยน

\


















บรรณานุกรม