วันศุกร์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2554

วันแม่แห่งชาติ





ขาย ลูกชิ้น เปาะเปี๊ยะ

ลงทุน 100
ขายได้110
กำไร10

สมาชิก cband 285

นาย อานนท์ สมสะกีสิทธิ์ ชั้นม.5/2 เลขที่25

นาย บุญธรรม ภาภูมิพฤกษ์ ชั้นม.5/2

นาย วราวุธ อรัญมิตร ชั้นม.5/2

นาย ผจญ สิทธิสวนจิกชั้นม.5/2

นาย วสันต์ คำสีแก้ว

อาชีพ กุ๊ก นาย ผจญ สิทธิสวนจิก ชั้นม.5/2

อาชีพ กุ๊ก
เปิดเส้นทาง Chef อาชีพในฝันของคนรุ่นใหม่ในยุคที่ผู้บริโภคแสวงหาความสุขจากการกิน และพร้อมจ่ายด้วยความแตกต่างของรสชาติและองค์ประกอบแปลกใหม่
“ 30 ปีที่แล้วพ่อครัวเป็นอาชีพที่ไม่น่าสนใจ ไม่เป็นที่ยอมรับ คนทำงานนี้จะถูกมองว่าเป็นพวกความรู้ต่ำไม่มีทางเลือกอาชีพที่ดีกว่านี้จึงต้องไปทำงานในครัว อาชีพนี้จึงมีเฉพาะคนที่ชอบจริงๆ "
จำนงค์ นิรังสรรค์ นายกสมาคมพ่อครัวไทย(Thai Chefs' Association) ประจำปี 2549-2550 ถ่ายทอดบทบาทของอาชีพพ่อครัวเมื่อประมาณปี 2519 อาชีพที่ไร้แรงจูงใจและถูกค่อนขอดว่าเป็นแค่"คนในครัว" อยู่หน้าเตา
กลายเป็นขวากหนามที่ถูกปิดกั้นจากครอบครัวไม่สนับสนุนให้ลูกหลานเดินบนเส้นทางนี้ ด้วยเหตุผลของรายได้ต่ำ ไม่โก้หรู อาชีพนี้จึงตกเป็นของพ่อครัวจีนไหหลำที่หอบเสื่อผืนหมอนใบครอบครองและตักตวงเงินทองกับอาชีพที่คนไทยเมิน
คนไทยในครัวยุคนี้ยังเป็นแค่ลูกมือในครัว ไม่โดดเด่น ไม่เป็นที่ยอมรับเช่นเดิม
ยุคที่สองของวงการประมาณปี 2529 จำนงค์ เล่าว่าเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลง พ่อครัวจีนเริ่มล้มหายตายจากและเชฟฝรั่งเริ่มเข้ามาแทนที่
แต่คนไทยที่ทำงานในครัวยังคงเหมือนเดิมนั่นคือ เป็นลูกมือเชฟฝรั่งแทนกุ๊กจีน แต่สิ่งที่ได้ คือ ระบบการทำงานแบบฝรั่ง อาหารฝรั่ง เริ่มเข้ามามีบทบาทและให้เรียนรู้
ถ้ามองให้กว้างขึ้น ยุคนี้เริ่มเห็นการตื่นตัว มีสถาบันเปิดสอนด้านอาหารและโรงเรียนการโรงแรมมากขึ้นแต่ผู้เรียนเข้ามาเพราะไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่า
"เด็กที่อยากเข้าสู่อาชีพนี้เริ่มมีสถาบันเปิดสอน แต่เป็นการสอนกว้างๆ ไม่ลงลึก เช่น โรงเรียนการโรงแรมก็จะสอนทุกอย่างตั้งแต่ระบบการต้อนรับด้านหน้า จนถึงในครัว ส่วนเด็กที่มาเรียนเป็นคนที่เลือกเรียนอันดับท้ายๆ ประเภทว่ามีที่เรียนดีกว่าไม่ดี"
จำนงค์ บอกว่า ความรู้ ความเข้าใจที่ไม่มากพอ ทำให้อาชีพนี้ถูกตีกรอบแค่ว่าทำงานในครัว ไม่มีโอกาสพบปะผู้คนจึงไม่เป็นที่ยอมรับและไม่อยากให้ลูกหลานเข้าสู่อาชีพนี้
แต่เด็ก "ก้นครัว" ในยุคนั้น กลายเป็นต้นกำเนิดพ่อครัวที่เรียกขานให้โก้หรูกว่าเดิมว่า เชฟ ( Chef) ในเวลาต่อมา พร้อมๆ กับบทบาทของมนุษย์ทองคำที่มาพร้อม"รายได้"อันน่าทึ่งและ"การยอมรับ"อย่างไม่น่าเชื่อ
เช่นเดียวกับ จำนงค์ ที่เริ่มต้นจากการเป็นพนักงานทำความสะอาด แต่ปัจจุบันคือ ซูเชฟ (Executive Sous Chef) ซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุดของเชฟไทยประจำโรงแรมราฟเฟิล อินเตอร์เนชั่นแนล ปาร์คนายเลิศ
หรือ วิชิต มะกุระ ซึ่งเดินบนเส้นทางเดียวกัน จากพนักงานทำความสะอาด แต่ปัจจุบันเป็นถึงเชฟใหญ่ครัวไทยประจำโรงแรมโอเรียนเต็ล
ขณะที่มีเชฟใฟญ่คนไทยที่โด่งดังในวงการอีกไม่น้อย เช่น เสาวกิจ ปรีเปรม เชฟใหญ่แห่งรีเจ้นท์ชะอำ , ภูรี สง่ากร แห่งดุสิตธานี หรือ สมประสงค์ เจริญผล ประจำแกรนด์ไฮแอทเอราวัณ
ทุกวันนี้ครัวไทยเป็นแม่เหล็ก และมีความสำคัญมากขึ้น เพราะทำรายได้ไม่น้อยกว่าอาหารชาติอื่น โดยเฉพาะที่โรงแรมโอเรียนเต็ล
ห้องอาหารไทยของที่นี่ทำเงินแซงหน้าห้องอาหารอิตาเลี่ยน ฝรั่งเศส รวมทั้งห้องอาหารจีน
ยิ่งโรงแรมไหนมีลูกค้าต่างชาติมาก เชฟไทยฝีมือดียิ่งเป็นที่ต้องการ เสน่ห์อาหารไทยในแบบออริจินัลเป็นที่ต้องการของต่างชาติเมื่อเข้าสู่ดินแดน "ของแท้" อาหารไทย
"เชฟใหญ่สูงสุดในโรมแรมห้าดาวปัจจุบันก้าวมาจากเด็กก้นครัวยุคแรกๆ ทั้งนั้น กลุ่มนี้อาศัยความอดทน ไม่มีโรงเรียนเปิดสอน กุ๊กจีนในสมัยนั้นก็หวงวิชา ไม่บอก ไม่กล่าว ต้องใช้วิธีครูพักลักจำ ฝึกฝนและเก็บเกี่ยวประสบการณ์เอาเอง" เชฟจำนงค์ ประเมินให้ฟัง
จุดเปลี่ยนค่อยๆ เกิดขึ้นในวงการ เมื่อถูกค้นพบว่าอาชีพนี้ มีโอกาสเติบโตและโอกาส "โกอินเตอร์" ไม่แพ้อาชีพอื่นเพราะโรงแรมส่วนใหญ่บริหารภายใต้เชน การหมุนเวียนทำงานไปยังสาขาต่างประเทศย่อมเกิดขึ้น
เป้าหมายการใช้อาชีพนี้เป็นบันไดไปต่างประเทศ ยกระดับตัวเองก็มีมากขึ้น แต่จุดเปลี่ยนชัดเจนที่สุดเกิดขึ้นในช่วง 5 ปีหลังมานี้เมื่อได้โครงการครัวไทยสู่โลก ในปี 2543 จุดประกายการส่งออกเชฟไทยไปต่างประเทศ ตามความนิยมของอาหารไทยที่ติดท็อปทรีของโลก
หลายคนฝันถึงโอกาส"โกอินเตอร์" และอยากเดินตามรุ่นพี่อย่าง ทอมมี่ แทงค์ เชฟไทยที่ไปสร้างชื่อในต่างประเทศ ส่วนเชฟไทยในโรงแรมต่างๆ เริ่มเผยให้เห็นเม็ดเงินเดือนละ 6 หลักไม่น้อยกว่ารัฐมนตรีหรือผู้บริหารระดับสูงของบริษัทใหญ่ทั้งๆ ที่พวกเขาไม่จบปริญญาตรี
โอกาสไต่เต้าของเด็กไทยในเส้นทางเชฟมีมากขึ้น ไม่ใช่ "คนครัว" ขายแรงงานธรรมดา
ความคิดที่ว่าพ่อครัวทำงานแต่ในครัว ก็เริ่มเปลี่ยน เพราะเชฟ ต้องใช้ศาสตร์การบริหารเหมือนผู้บริหารทั่วๆ ไป ห้องทำงานจึงไม่ใช่แค่ในครัวเท่านั้น การจัดการคน บริหารองค์กร ความคิดสร้างสรรค์ ติดตามเทรนด์ พฤติกรรมของลูกค้าแต่ละกลุ่ม ต้องหาความรู้จากภายนอก จากการเดินทางหรือโลกไซเบอร์ ที่สำคัญอาชีพนี้ต้องการผู้มีอารมณ์ศิลป์ มีความคิดสร้างสรรค์ กล้าแสดงออก กล้าพรีเซ้นท์
จุดอ่อนของคนไทยที่ไม่ค่อยกล้าแสดงออก ไม่กล้านำเสนอ เป็นจุดบอดที่ทำให้เชฟไทยไม่เป็นที่รู้จักกันหรือเข้าใจอาชีพนี้ไม่ถูกต้องนัก
จำนงค์ เปรียบเทียบ ความโด่งดัง การรู้จัก อาชีพเชฟในต่างประเทศ ส่วนหนึ่งมาจาก เชฟระดับมิชลินสตาร์ รางวัลที่ได้จากการโหวตของลูกค้าที่รวมตัวกันแล้วตั้งเป็นชมรม ออกตระเวนชิมและยกรางวัลให้โดยเจ้าตัวไม่รู้
รางวัลนี้มาพร้อมความสำเร็จในอาชีพ ที่การันตีรสชาติ คุณภาพและมาตรฐาน เชฟระดับมิชลินสตาร์เหล่านี้จึงเดินสายเหมือนนักร้อง นักดนตรีโชว์ตัวในประเทศต่างๆ การยอมรับ การรู้จักในวงกว้างจึงมากขึ้น
โรงแรมหรือภัตตาคารเชิญชวนเชฟที่ขึ้นทำเนียบเหล่านี้ให้มาเป็นจุดขายดึงดูดลูกค้าที่แสวงหาความสุขจากการกิน ด้วยความแปลกใหม่ของรสชาติและความแตกต่างในฝีมือ คนกลุ่มนี้มีมากและกำลังซื้อสูงไม่น้อย
ในบ้านเราช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เชฟระดับมิชลินสตาร์วนเวียนเข้ามาเป็นจุดขายบ่อยครั้ง และเป็นผลดีต่อวงการเชฟและความใฝ่ฝันของเด็กไทยในการเดินตามฝันบนเส้นทางนี้
"วงการนี้ รอคลื่นลูกใหม่ ที่มีฝีมือ และมีความคิดสร้างสรรค์ กล้าแสดงออก กล้าโชว์ "
เขา ยกตัวอย่าง "เชฟบอริส" เชฟมิชลินสตาร์จากสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งมาเป็นจุดขายของโรงแรมปาร์คนายเลิศเมื่อประมาณเดือนมิถุนายน เวลานั้น ไฮโซ นักร้องชื่อดัง จับจองโต๊ะเพื่อชิมฝีมือเต็มทุกวัน
หรือเชฟอัลเฟรโด รุสโซ เชฟมิชลินสตาร์ เมื่อปี 1993 และยังได้มอบรางวัล Italy’s best young chef” กำลังเดินทางเข้ามาเป็นจุดขายของเชอราตัน แกรนด์ สุขุมวิทในปลายสัปดาห์ของเดือน กรกฎาคมนี้
ค่าตัวเชฟระดับมิชลินสตาร์นั้น ว่ากันว่า ชั่วโมงละไม่น้อยกว่า 2.5 แสนบาท
หลายคนเห็นแล้วตาโต ไม่คิดว่าอาชีพนี้จะมีรายได้และโอกาสการเติบโตมากกว่าที่คิด
"การจัดอันดับเชฟเป็นเรื่องยากและไม่มีการจัดอันดับทั้งในไทยและต่างประเทศเพราะหาเกณฑ์วัดยาก มีแต่รางวัลมิชลินสตาร์เท่านั้นซึ่งพอจะเป็นที่ยอมรับและการันตีฝีมือของเชฟได้ "
จำนงค์ บอกว่า เชฟไทยยังไปไม่ถึงระดับมิชลินสตาร์ และยังไม่มีการรวมตัวกันเป็นหน่วยงานที่ยอมรับในการวัดฝีมือเชฟได้
ที่สำคัญบ้านเราเชฟไทยในร้านอาหาร (Restaurant) ยังไม่เป็นที่ยอมรับ เพราะระบบการจัดการร้านอาหารไม่ได้มาตรฐานเหมือนครัวทั่วๆ ไป ไม่มีการควบคุมคุณภาพ แต่ร้านอาหารในต่างประเทศเข้มงวดในมาตรฐานเหมือนโรงแรม เชฟระดับมิชลินสตาร์ส่วนใหญ่มักมาจากร้านอาหาร
แม้ว่าเชฟไทยจะยังไปไม่ถึงรางวัลดังกล่าว แต่เส้นทางของอาชีพนี้ก็ไม่ได้ถูกตีกรอบเหมือนแต่ก่อน การยอมรับมากขึ้นเห็นได้จากการสนับสนุนและพยายาม"ปั้น"ลูกหลานให้เข้าสู่วงการ
สถาบันการเรียนการสอนในหลักสูตรที่เกิดขึ้นก่อนหน้าที่ขยายตัวมากขึ้น ไม่ใช่แค่สวนดุสิต ,วิทยาลัยดุสิตธานี โรงเรียนการโรงแรม แต่มีการจับมือผลิตเชฟไทยภายใต้หลักสูตรอินเตอร์ เช่น มหาวิทยาลัยศิลปากร จับมือกับวาเทล ฝรั่งเศส ส่วนการเรียนนอกสูตรนั้นก็มากมายราวดอกเห็ดรองรับตั้งแต่เด็กเล็กยันเด็กโต
เด็กเล็กที่เคยสนับสนุนให้เริ่มฝึกทักษะของศิลปะหรือดนตรี เริ่มสนับสนุนให้เข้าครัว เช่น ABC Cooking School ย่านสยามสแควร์ท่ามกลางสถานที่กวดวิชานับสิบแห่ง
ไม่เว้นเม้แต่รายการทีวี บางฉาก บางตอนของละคร ยังโชว์ทักษะการทำอาหาร เป็นองค์ประกอบที่นำมาสู่การรับรู้ในมุมมองใหม่ๆ และการยอมรับในอาชีพนี้
จำนงค์ บอกว่า ยังมีการสนับสนุนที่น่าสนใจกว่านั้นอยู่ที่โรงเรียนมัธยมหลายแห่ง เลือกอาชีพ"เชฟ"เป็นหนึ่งในการแนะแนวให้นักเรียนในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ การเลือกเรียน
"พวกเราที่อยู่ในวงการนี้ได้จับมือกันในนามสมาคมพ่อครัวไทยหรือ Thai Chef Association พยายามให้ความรู้และให้รู้จักอาชีพนี้มุมที่ถูกต้อง ให้รู้ว่าเป็นอาชีพที่มีความก้าวหน้า เป็นผู้บริหารระดับสูงได้"
จำนงค์ กล่าวอีกว่า การเป็นเชฟไม่มีสูตรตายตัวเหมือนอาชีพอื่นๆ และต้องเจาะจงไปเรียนที่นั่น ที่นี่ ห้องเรียนเป็นแค่จุดเริ่มต้น แต่ประสบการณ์สำคัญมากกว่า เชฟรุ่นแรกทุกคนไม่เคยผ่านการเรียนการสอนในห้องเรียน แต่ก้าวมาอยู่ในจุดสูงสุดได้
ศาสตร์ที่ใช้ในการบริหารของเชฟ นอกจากการบริหารบุคลากรในครัวแล้ว ความรู้นอกห้องเรียน เทรนด์ใหม่ๆ ที่หาไม่ได้ในครัวเป็นองค์ประกอบสำคัญในการบริหาร
อาชีพนี้อาจเทียบกับคนเป็นหมอรักษาคนไข้ก็ได้ เชฟต้องนึกถึงลูกค้า อาหารกินไปถึงตายได้ แม้ไม่ตายทันที แต่การสะสมของอาหารไม่ได้คุณภาพเป็นการทำร้ายลูกค้าให้ตายแบบผ่อนส่ง
นอกจากนั้นเชฟยังต้องมีความเป็นศิลปิน ต้องมีอารมณ์ศิลป์ ความอร่อยของรสชาติ ต้องมาพร้อมองค์ประกอบ ความแปลกใหม่ กระตุ้นอารมณ์อยากให้เป็นความหิว
เชฟหนุ่มอารมณ์ดีวัย 44 วิชิต มะกุระ Executive Thai Chef ร้านไทยประจำโรงแรมโอเรียนเต็ล เสริมว่าการจัดอาหารเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ เชฟที่ดีต้องเรียนรู้และหาสไตล์ของตัวเอง เพราะนี่คือ ลายเซ็นประจำตัวเชฟ
แม้จะมีการทำอาหารเลียนแบบ แต่พอเห็นแล้วผมจะรู้ทันทีว่าจานไหนของผม เชฟต้องหาสไตล์ของตัวเอง การตกแต่งหน้าตาอาหาร รวมถึงองค์ประกอบในจานอาหาร ต้องมีความสมดุลของน้ำหนักอาหาร สี เพราะหน้าตาอาหารสำคัญไม่น้อยกว่ารสชาติ "
อารมณ์ศิลป์ควรมีอยู่ในตัวเชฟซึ่งสามารถฝึกฝนกันได้ เชฟที่ไม่สามารถทำให้อาหารโดดเด่นได้ ความน่าสนใจก็ไม่มี
เขา บอกว่า เชฟรุ่นใหม่ที่ผ่านมาการเรียน การสอนในโรงเรียนหรือสถาบันการสอนต่างๆ เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ เพราะเด็กรุ่นนี้เรียนรู้พัฒนาการ ความคิดสร้างสรรค์ตั้งแต่เด็กๆ
ความคิดสร้างสรรค์จะมีส่วนผลักดันให้พวกเขาเป็นเชฟรุ่นใหม่ที่โตเร็วมากขึ้น ไม่ต้องฝ่าฟันเหมือนรุ่นบุกเบิก
วิชิตเป็นหนึ่งในเชฟที่ก้าวมาสู่เส้นทางสายอาชีพนี้เพียงเพราะใจรัก ไม่ได้ผ่านการโรงเรียนในห้องเรียน แต่ผ่านประสบการณ์ทำงานตรงจากโรงแรม โดยเริ่มทำงานครั้งแรกหลังจบ มศ.3 ในตำแหน่งคลีนเนอร์หรือพนักงานทำความสะอาดในครัวของโรงแรมที่พัทยาบ้านเกิด
เขา บอกว่า แม้ฐานะทางบ้านจะดีถึงขึ้นขับรถเก๋งไปทำงาน แต่ที่เลือกทำเพราะใจรักและชอบช่วยแม่ทำงานบ้านอยู่แล้วตั้งแต่เด็ก ความรู้ในอาหารและการจัดการในครัวเขาจึงอยู่ในตำแหน่งคลีนเนอร์ได้เพียง 3-4 เดือน ได้รับความไว้วางใจเลื่อนขั้นมาเป็นกุ๊ก
หลังจากเก็บเกี่ยวบทเรียนจากห้องเรียนแรกได้หนึ่งปี จึงย้ายเข้ากรุงเทพฯมาทำงานในโรงแรมแมนดารินในสมัยนั้น พร้อมตำแหน่งกุ๊ก กินเงินเดือน 1,200 บาท ประสบการณ์ที่นั่นสอนให้ทำงานอย่างเป็นระบบ เพราะต้องเข้าไปอยู่ในส่วนงานจัดเลี้ยง ที่ต้องรับผิดชอบลูกค้าร่วม 1,000 คนต่อวัน
จากนั้นจึงย้ายไปรีเจ้นท์ ชะอำแล้วต่อด้วยฮิลตัน และเป็นเชฟรุ่นบุกเบิกที่เรียนรู้การทำงานในโรงแรม
ผมเรียนรู้จากการทำงานใหม่ๆ ตลอดเวลา อยู่ฮิลตันกว่า 1 ปี ออกไปช่วยร้านอาหารให้พ่อที่พัทยา แม้จะเป็นร้านอาหารเล็กแต่ก็ต้องให้ความสำคัญกับระบบการทำงานที่ดี เพื่อเป็นการวางรากฐานสำหรับการเติบโตในอนาคต หลังจากเข้าที่เข้าทางแล้ว ก็ย้ายไปเป็นเชฟที่ภูเก็ต ยอร์ทคลับ และไปสอนอาหารไทยให้กับเชฟในประเทศญี่ปุ่น โรงแรมในเครือยามาฮ่า
หลังจากสอนเชฟญี่ปุ่นทำอาหารไทยได้ 3 เดือน ชาลี อมาตยกุล ถูกเรียกมาทำงานที่โอเรียนเต็ล ตั้งแต่ปี 2529 จนถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่า 20 ปี โดยกินเงินเดือน 6 หลักเช่นกัน
"วันหยุด ผมต้องเข้าห้าง ไม่ใช่ดูอาหารว่ามีอะไรคืบหน้า มีสินค้าใหม่ๆ ออกมาแค่ไหน แต่ดูดีไซน์ การออกแบบห้าง ออกแบบร้านอาหาร เพราะเป็นเทรนด์ที่เชฟต้องศึกษา อาหารที่ออกมาหน้าตาต้องไปด้วยกันกับสถานที่ เชฟยุคนี้จึงไม่ต้องการแค่ความขยันอย่างเดียว อย่างน้อยๆ ภาษาอังกฤษต้องได้เพราะตำราเป็นภาษาอังกฤษ ลูกค้าต่างชาติ ที่เราต้องคุย ต้องถาม" จำนงค์ บอกถึงวิธีหาเทรนด์ใหม่ๆ ในฐานะเชฟใหญ่
ความคิดสร้างสรรค์ ก็มีส่วนสำคัญไม่น้อย เพราะหน้าที่เชฟ ต้องเดาใจลูกค้าให้ถูกทาง โดยมุ่งเป้าไปที่การปรับแต่งให้เข้ากับความต้องการของลูกค้า หรือ Customization เพราะลูกค้ายุคนี้ต้องการสินค้าที่บ่งบอกสไตล์ บุคลิกของตัวเอง ไม่ใช่แค่เสื้อผ้า สถานที่ ตอนนี้อาหารต้อง Is my style ด้วย
เขา ยกตัวอย่าง สลัด 1 จานต้องเริ่มตั้งแต่ศึกษาว่าลูกค้าเป็นใครมีบุคลิกอย่างไร หรือถ้าเป็นงานต้องดูคอนเซปต์เพื่อให้อาหารออกมาในโทนเดียวกัน เช่น ลูกค้าหรืองานต้องการความเรียบง่าย สลัดต้องจัดในแนวคลาสสิกด้วยการไล่โทนสีผักให้เป็นศิลปะ เรียบแต่หรู
ถ้าลูกค้าต้องการหวือหวา สลัดจานนี้ต้องใช้สีผักหลากหลายและตัดกันให้อยู่ในแนวแฟนซี
"เทรนด์ตอนนี้โมเดิร์นแต่เรียบง่ายหรือคลาสสิกโมเดิร์น สีไม่ฉูดฉาด สลัดชิ้นแต่พอคำ ถ้าเป็นอาหารไทยต้องออริจินัล "
ผิดถูกอยู่ที่อาหารจานเดียว คือ สิ่งที่เชฟต้องน้อมรับทุกคำวิจารณ์ของลูกค้า
กระโถนท้องพระโรง คือ คำเปรียบเปรยของเชฟจำนงค์ เพราะอร่อยของคนหนึ่ง อาจไม่อร่อยเลยสำหรับอีกคน เปรี้ยว หวาน มัน เค็ม ก็เหมือนกันศาสตร์และศิลป์ที่เชฟต้องเรียนรู้ และดีไซน์ให้ทันสมัย รสชาติถูกใจลูกค้า
"ความภูมิใจของการเป็นเชฟ อยู่ที่เห็นลูกค้าที่มีความสุข กินแล้วประทับใจ ถึงจะเข้าไปหาเศษอาหารกินในครัว แค่นี้ก็สุขใจ สำหรับคนที่รักอาชีพนี้"
"ครัว" คือขุมทรัพย์มหาศาลของเชฟ วงการนี้ต้องการคลื่นลูกใหม่ที่ไม่ต้องการแค่ใจรัก แต่ต้องมีทั้งศาสตร์บริหาร ลูกเล่น ศิลปะเข้ามาประกอบกันด้วย



บรรณานุกรม










ช่างซ่อมรถจักรยานยนต์ นายวราวุธ อรัญมิตร ชั้นม.5/2

ช่างซ่อมรถจักรยานยนต์
ลักษณะงานหลัก
ปฏิบัติงานด้านการซ่อม  บำรุงรักษารถจักรยานยนต์เปลี่ยนชิ้นส่วนวิเคราะห์หาสาเหตุและแก้ไขข้อขัดข้องของรถจักรยานยนต์  และเครื่องยนต์เล็ก

ลักษณะงานย่อย
ทำหน้าที่ซ่อมรถจักรยานยนต์ทั้งคันโดยสอบถามอาการเสียจากเจ้าของรถแล้วหรือแก้ไขข้อขัดข้อง  ศึกษาคู่มือซ่อม  กำหนดขั้นตอนการซ่อมยกรถด้วยแท่นยก  ถอดชิ้นส่วนออก  เช่น  เครื่องยนต์  ระบบน้ำมันเชื้อเพลิง  ระบบส่งกำลัง  ระบบรองรับน้ำหนัก  ระบบไฟฟ้า  รื้อชิ้นส่วนออกซ่อมหรือเปลี่ยนใหม่  เช่น  ลูกสูบ  แหวนลูกสูบ  ก้านสูบ  วาล์ว  เกียร  คลัตซ์  ซีล  ลูกปืน  ปะเก็น  คาร์บูเรเตอร์  เบรก  โช๊คอัพ  หลอดไฟ  การขึ้นขี่ลวด  และการตั้งศูนย์ล้อ  งานบริการอื่นๆ  เช่น  เปลี่ยนหัวเทียน  กรองอากาศ  เติมน้ำมันกลั่นเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง  น้ำมันเกียร   ไล่ลมเบรก  การตั้งโซ่ขับล้อ  การทดลองรถจักรยานยนต์  อาจต้องใช้เครื่องเชื่อมเครื่องเจาะ  เครื่องเจียร์  การบัดกรี  ฯลฯ

อาชีพที่จะทำ
ช่างซ่อมรถจักยานยนต์  ช่างซ่อมรถยนต์  ช่างซ่อมเครื่องยนต์เล็กเพื่อการเกษตร  ช่างซ่อมระบบส่งถ่ายกำลังและระบบเครื่องล่างรถยนต์  ช่างไฟฟ้ารถยนต์  พนักงานบริการล้อและยาง  ช่างซ่อมสามล้อเครื่อง  ช่างซ่อมเครื่องจักรกลหนัก  ช่างซ่อมเครื่องจักรกลการเกษตร

อาชีพที่เกี่ยวเนื่อง
ช่างซ่อมรถยนต์  ช่างซ่อมเครื่องยนต์เล็กเพื่อการเกษตร  ช่างประดับยนต์  ช่างเคาะพ่นสีรถยนต์  ช่างเชื่อม  ช่างกลึงโลหะ  ครูสอนซ่อมรถจักรยานยนต์  พนักงานบริการล้อและยาง  พนักงานขายรถจักรยานยนต์

ผู้ว่าจ้าง
รับจ้างส่วนตัว  เจ้าของอู่  ศูนย์บริการซ่อมรถจักรยานยนต์

สภาพการทำงาน
เป็นงานหนักที่ท้าทายกับเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าไปอย่างไม่หยุดยั้งมักเป็นลูกจ้างประจำต้องการความสามารถในการวิเคราะห์ปัญหามีความละเอียดรอบคอบ  เปื้อนสกปรกใช้มือทำงานมาก  อาจต้องทำงานเกินเวลาค่าแรงตามระดับฝีมือ  คิดตามชิ้นงาน  หรือระยะเวลาเสร็จ 

โอกาสการมีงานทำ
อยู่ในระดับสูงมาก  ค่าจ้างเริ่มต้นที่  ประมาณ  5,000 – 7,000 บาทต่อเดือน

อนาคตข้างหน้า
ผู้มีพื้นฐานอาชีพนี้  สามารถฝึกเพิ่มเติมฝีมือในหลักสูตรการฝึกยกระดับฝีมือในศูนย์ฯ  หรือการจัดฝึกอบรมโดยบริษัทผู้แทนจำหน่ายรถจักรยานยนต์  การประกอบอาชีพอิสระมีความเป็นไปได้ค่อนข้างสูง  เนื่องจากลงทุนไม่สูงนัก  และมีอาชีพที่เกี่ยวเนื่องกับ  ช่างซ่อมรถจักรยานยนต์ให้เลือกมากมาย

มาตรฐานฝีมือแรงงาน
มีบริการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน  โดยแบ่งการทดสอบเป็น 3 ระดับ  การทดสอบจะต้องทดสอบเริ่มจาก  ระดับ 1-3 ตามลำดับ  ติดต่อสมัครทดสอบได้
ส่วนล่างของฟอร์ม

ช่างซ่อมรถจักรยานยน

\


















บรรณานุกรม

อาชีพตำรวจ นายบุญธรรม ภาภูมิพฤกษ์ ชั้นม5/2

อาชีพตำรวจ
              ตำรวจ คือ ประชาชนคนหนึ่ง ที่ผ่านการคัดเลือกและถูกแต่งตั้งให้ไปมีบทบาทหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพื่อดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม ส่วนงานในหน้าที่ของตำรวจนั้น คือ งานที่เกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่ การดำรงชีวิตของประชาชน ฉะนั้น อะไรก็ตามที่เป็นผลกระทบต่อวิถีการดำเนินชีวิตของประชาชนนั่นย่อมหมายถึงไม่พ้นหน้าที่ ความรับผิดชอบของตำรวจที่จะต้องเข้าไปแก้ไขปัญหา หากมองกัน
ลึกลงไปในปัญหาต่าง ๆ นั่นคือ สารพัด สารพันปัญหา สารพัดเรื่องในชีวิตคน เกี่ยวข้องกับตำรวจโดยทั้งสิ้น และแม้แต่ตำรวจเอง ก็เหมือนกับคนทั่วไป เป็นสามัญชนคนธรรมดาย่อมมีปัญหาในการดำเนินชีวิตเหมือนกับประชาชนคนทั่วไปเหมือน ๆ กัน ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ตำรวจไม่อาจสามารถแก้ปัญหาให้กับประชาชนได้หมดทุกเรื่อง แต่ทุกวันนี้ทำได้แค่เพียงแต่บรรเทา หรือทำให้ประชาชนพอใจเท่าที่จะทำได้
ตำรวจกับวิถีการดำเนินชีวิตของคนไทยนั้น เป็นเรื่องซับซ้อน ยากที่จะทำให้ประชาชนทุกคนทุกฝ่ายพอใจในภาพลักษณ์ของอาชีพตำรวจ เพราะปัญหามีมานานสะสมเรื่อยมา อันมาจากตำรวจไม่ดีก็มี ตำรวจดีก็มี แต่คำว่าตำรวจดี หรือไม่ดีนั้นก็ไม่ได้มีตัวชี้วัดหรือบรรทัดฐานตายตัวว่า ดี ต้อง ดี แบบไหน ไม่ดี นั้น ไม่ดียังไง บางครั้งตำรวจทำผิดกฎหมายแต่บางคนกับพูดว่า ดี บางครั้งตำรวจทำถูกต้องเคร่งครัด คนกับพูดว่า ไม่ดี ก็เลย
ไม่มีบรรทัดฐานที่แน่ชัดว่า ประชาชนต้องการตำรวจแบบไหน แต่ที่แน่ ๆ คนที่มีบิดา มารดา ญาติ พี่ น้อง เพื่อน ที่มีอาชีพตำรวจและได้เคยสัมผัสชีวิตของตำรวจ ผมว่าพวกเขาเหล่านั้นย่อมเข้าใจตำรวจอย่างแน่แท้
ดังนั้น ถามว่าคนไทยทุกคนอยากมีเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ดี ที่มีคุณภาพ หรือไม่ คำตอบคือแน่นอนทุกคนคงอยากได้ แต่จะเป็นไปได้หรือเปล่า ก็คงเป็นหน้าที่ของรัฐ เป็นหน้าที่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่จะสร้างระบบการผลิตตำรวจที่ดี มีคุณภาพ มีประสิทธิภาพ และสร้างจิตสำนึก ปลูกฝัง หล่อหลอม ขัดเกลา ฝึกฝน อบรม ตำรวจที่กำลังรับราชการอยู่ในปัจจุบันให้ทำตัวเองให้เป็นตำรวจที่ดี มีคุณภาพให้ได้ในฐานะที่ผมเป็นตำรวจคนหนึ่ง ขอแสดงความคิดเห็นเล็ก ๆ เพื่อบอกกับ โครงการตำรวจที่ดี ที่มีคุณภาพที่ประชาชนต้องการ นั้น ควรเป็นอย่างไร ต้องตอบในมุมมองของตำรวจก่อนครับว่า ประชาชนต้องการตำรวจที่ดีได้ครับ แต่ตัวตำรวจเองต้องได้รับการแก้ไขก่อนจึงจะได้ตำรวจที่มีคุณภาพที่ประชาชนต้องการ ส่วนจะแก้ไขอะไรนั้น นั่นก็หมายถึง ระบบวัฒนธรรมองค์กรของตำรวจเอง จากนั้นจึงมามองในมุมของประชาชนต่อว่า ต้องการให้ตำรวจปฏิบัติอย่างไร คำว่าดีและคุณภาพของตำรวจนั้น คืออะไร คือการให้ตำรวจกระทำตามอุดมคติ 9 ข้อ
ที่ท่อง ๆ กันไว้หรือ หมายถึง ทำยังไงก็ได้ให้ตำรวจมีจิตวิญญาณจิตสำนึกของความเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์อย่างแท้จริง มิใช่เป็นเพียงคนธรรมดาที่เอาเครื่องแบบตำรวจมาสวมแล้วก็ใช้อำนาจหน้าที่อย่างที่ไม่รู้ว่าหน้าที่ ๆ แท้จริงของตนนั้น คือ การรับใช้บริการ ปกป้องทุกข์ ดูแลสุขให้ประชาชน เพราะตำรวจส่วนใหญ่
 ตำรวจ หมายถึง เจ้าหน้าที่ของรัฐ มีหน้าที่ตรวจตรารักษาความสงบ จับกุม และปราบปรามผู้กระทำผิดกฎหมาย เรียกชื่อตามหน้าที่รับผิดชอบ เช่น ตำรวจกองปราบ ตำรวจดับเพลิง ตำรวจน้ำ ตำรวจตระเวนชายแดน ตำรวจรถไฟ ตำรวจป่าไม้ ตำรวจจราจร ตำรวจนครบาล ตำรวจทางหลวง ตำรวจภูธร ตำรวจลับ ตำรวจวัง ตำรวจสภา ตำรวจสันติบาล ตำรวจหลวง ตำรวจในประเทศไทย คือ เจ้าหน้าที่ของรัฐหรือเจ้าพนักงานที่สังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติซึ่งเป็นส่วนราชการไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงหรือทบวง มีฐานะเป็นกรม และอยู่ในบังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรี ตำรวจนั้นมีหน้าที่ตรวจตรารักษาความสงบ จับกุม และปราบปรามผู้กระทำผิดกฎหมาย เป็นผู้ที่มีหน้าที่ความรับผิดชอบอันใหญ่หลวงในการดูแลคุ้มครอง ให้เกิดความสงบสุขแก่พลเมืองของประเทศ
อำนาจของตำรวจ
อำนาจของตำรวจตามพฤตินัย ตำรวจมีแนวทางในการประพฤติปฏิบัติหน้าที่ ตามประเพณีที่เป็นแบบอย่างดังนี้ ตำรวจมีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองและมีอำนาจจะสอบสวน จับกุม คุมขัง ปราบปราม เป็นเครื่องมือสำคัญในการปฏิบัติหน้าที่อำนาจเหล่านี้สามารถสร้างคุณและโทษได้เท่าๆ กัน สุดแต่การใช้ ตำรวจทุกคนจึงจำเป็นต้องควบคุมจิตใจให้มั่นคง เที่ยงตรงอยู่ในความสัตย์สุจริต ไม่ใช้อำนาจที่มีอยู่ด้วยอคติ หรือยอมให้ผู้อื่นมาแอบแฝงใช้อำนาจของตนโดยไม่เป็นธรรม
อำนาจของตำรวจจะเกิดผลเป็นคุณประโยชน์ คือ เป็นการรักษาความสงบสุข ปกป้องสุจริตธรรม และผดุงความถูกต้องเป็นธรรม จึงต้องขอให้ตำรวจทั้งหลายได้คิดพิจารณาให้เห็นถ่องแท้ จะได้สามารถใช้อำนาจที่มีอยู่เป็นเครื่องมือในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ให้สำเร็จประโยชน์โดยบริสุทธิ์บริบูรณ์

บรรณานุกรม
พันตำรวจโท อัทธชนม์ ช่วงงาม.//ตำรวจ./อาชีพตำรวจ.//วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2549.//
http://phoklang.nmpp.go.th/web/admin/file/t01.pdf+//วันที่ 17  สิงหาคม 2554.






อาชีพเภสัชกร อานนท์ สมสะกีสิทธิ์ ชั้นม.5/2 เลขที่25



นิยามอาชีพ
         
นำแนวคิดและทฤษฎีทางด้านเภสัชศาสตร์มาประยุกต์ใช้ในการเตรียมและผสมยาหรือจำหน่ายเวชภัณฑ์และยาต่าง ๆ เตรียมและจัดแจงเวชภัณฑ์ตามใบสั่งยาของแพทย์ ทันตแพย์และ สัตวแพทย์ หรือทำการผสมสูตรยา ตรวจดูใบสั่งยาเพื่อให้แน่ใจว่าขนาดของยาที่สั่งเป็นขนาดที่เหมาะสม และเพื่อให้แน่ใจว่าคนไข้ หรือผู้ที่จ่ายยาให้คนไข้ เข้าใจวิธีการใช้ยา รวมทั้งให้การแนะนำในกรณีที่เกิดการแพ้ยา จัดเวชภัณฑ์และยาใน
          โรงพยาบาล หรือจำหน่ายในร้ายขายยาทั่วไป จดบันทึกรายการยา โดยเฉพาะอย่างยิ่งยาเสพติดสารพิษ และยาที่ก่อให้เกิดพฤติกรรมซ้ำซาก ทดสอบตัวยาเพื่อให้รู้ว่าเป็นยาอะไร สกัดยาให้บริสุทธิ์และเข้มข้นขึ้น มีส่วนร่วมในการพัฒนา กฎ ระเบียบ และข้อบังคับต่าง ๆ เขียนรายงานและวารสารทางวิทยาศาสตร์ ตลอดจนปฏิบัติหน้าที่การงานที่เกี่ยวข้องและควบคุมดูแลผู้ปฏิบัติงานอื่น ๆ
ลักษณะของงานที่ทำ
        ค้นคว้าและพัฒนาสูตรยาตำรับใหม่ๆเพื่อขึ้นทะเบียนและส่งสูตรที่สำเร็จแล้วให้ฝ่ายผลิตเพื่อทำการผลิตยาออกจำหน่าย ควบคุมการผลิตยาให้เป็นไปตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ วิเคราะห์ ตรวจสอบยาที่ผลิตให้ได้คุณภาพตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ ปรุงยา จ่ายยาและสิ่งที่เกี่ยวข้องตามใบสั่งหรือตามสูตร เตรียมการผลิตยา เช่นยาน้ำ ยาขี้ผึ้ง ยาผง ยาเม็ดกลม ยาเม็ดแบน แค็ปซูล และยาฉีดตามใบสั่งของแพทย์หรือตามสูตรที่ได้รับการรับรองแล้ว ชี้แจงแก่แพทย์ พยาบาลและผู้ปฏิบัติงานในแขนงอื่นๆ ทางการแพทย์เกี่ยวกับยา เคมีภัณฑ์และการใช้สิ่งนั้นๆ ควบคุมและจ่ายยาเสพติดให้โทษ ยาพิษ และสารพิษที่ต้องการใช้เพื่อการแพทย์ กิจการในบ้าน อุตสาหกรรมหรือเกษตรกรรม และจ่ายสิ่งนั้นๆ ตามกฎข้อบังคับ ทำหน้าที่วิเคราะห์และทดสอบตามปกติ เพื่อให้ทราบชนิดความบริสุทธิ์และความแรงของยา จัดระเบียบและควบคุมรักษายาในคลังทำบัญชีประจำคลังโดยแบ่งเป็นหมวดหมู่ เช่น ยาเสพติดให้โทษ ยาอันตราย ยาสามัญ เคมีภัณฑ์และเครื่องใช้ในการแพทย์ อาจจัดซื้อเวชภัณฑ์ และเคมีภัณฑ์และสะสมเครื่องใช้ในการแพทย์ไว้จ่ายแก่คนไข้ และห้องรักษาโรค อาจผลิต จำหน่าย และชี้แจงเกี่ยวกับการใช้ผลิตภัณฑ์ เช่น สุขภัณฑ์ เครื่องสำอาง เคมีภัณฑ์สำหรับเกษตรกรรมและพืชสวน และยาสำหรับสัตว์ ศึกษาวิธีการปฏิบัติงานที่รับผิดชอบ รวมทั้งวิธีการใช้เครื่องมือต่างๆ เช่นเครื่องจักรที่ใช้ผลิตยา เครื่องมือในการวิเคราะห์ รวมทั้งการเตรียมความพร้อมของเครื่องมือ
 
สภาพการจ้างงาน
          ผู้ปฏิบัติงานอาชีพนี้ได้รับค่าตอบแทนการทำงานเป็นเงินเดือนตามวุฒิการศึกษา เภสัชกรที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีซึ่งไม่มีประสบการณ์ในการทำงานจะได้รับเงินเดือนในอัตรา ดังนี้
     ประเภทองค์กร                      เงินเดือน
       ราชการ                                     7,260 
      รัฐวิสาหกิจ                                  8,500
      เอกชน                               15,000 –18,000
           ทำงานสัปดาห์ละ 40 ชั่วโมง แต่อาจจะต้องทำงานวันเสาร์ วันอาทิตย์ และ วันหยุด หรือทำงานล่วงเวลา ในกรณีที่ต้องการให้งานที่ได้รับมอบหมายเสร็จให้ทันต่อการใช้งาน
          นอกจากผลตอบแทนในรูปเงินเดือนแล้ว ในภาครัฐวิสาหกิจและภาคเอกชนอาจได้รับผลตอบแทนในรูปอื่น เช่น ค่ารักษาพยาบาล เงินสะสม เงินช่วยเหลือสวัสดิการในรูปต่างๆ เงินโบนัส เป็นต้น 
สภาพการทำงาน
          ผู้ประกอบอาชีพเภสัชกรอาจต้องทำงานในห้องทดลอง เพื่อปฏิบัติงานด้านปรุงยา จ่ายยาและสิ่งที่เกี่ยวข้องตามใบสั่งหรือสูตร เตรียมหรือควบคุมการผลิตยา  (ยาน้ำ ยาขี้ผึ้ง ยาผง ยาเม็ดกลม ยาเม็ดแบน  แคปซูล  และยาฉีด)  ตามใบสั่งของแพทย์  หรือตามสูตรที่รับรองกันแล้ว ทำการทดสอบยา ต้องอยู่กับสารเคมีที่ต้องใช้ในการทดสอบ ซึ่งสารเคมีในห้องปฏิบัติการทดลองอาจจะทำปฏิกิริยาที่ทำให้เป็นอันตรายได้ ดังนั้น จึงต้องรู้จักวิธีใช้ และวิธีป้องกันรวมทั้งปฏิบัติงานตามขั้นตอนตามระเบียบที่กำหนดไว้ ต้องทำงานในบริเวณที่กำหนด และเป็นบริเวณห้ามสูบบุหรี่หรือรับประทานอาหารต้องใช้อุปกรณ์ป้องกัน  เช่น  ถุงมือ  หน้ากาก เป็นต้น 
          เภสัชกรอาจจะทำงานในห้องจ่ายยา  หรือร้านขายยาโดยทำหน้าที่ควบคุมการจัดยาให้ถูกต้องตามแพทย์สั่ง จัดระเบียบควบคุมรักษายาในคลัง และแนะนำคนไข้ในการใช้ยา
 
คุณสมบัติของผู้ประกอบอาชีพ 1.  สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไปในสาขาวิชาเภสัชศาสตร์
2.  มีสุขภาพกายและจิตใจดี  ไม่พิการ   ไม่ตาบอดสี  มีมนุษยสัมพันธ์ดี    มีความสามารถเป็นผู้นำได้เนื่องจากอาจจะทำงานควบคุมผู้อื่นโดยเฉพาะในงานการผลิต มีบุคลิกภาพดี
3.  รักในอาชีพนี้ มีความรับผิดชอบต่อสังคมส่วนรวมสูง
4.  ต้องมีความสนใจในวิชาวิทยาศาสตร์ เคมี ชีววิทยา และสามารถสอบได้คะแนนดีในวิชาเหล่านี้
5.  ชอบการค้นคว้าทดลอง การใช้ปัญญาในการวิเคราะห์
6.  มีความละเอียดรอบคอบ ช่างสังเกต
7.  ซื่อสัตย์ต่ออาชีพ
8.  ผู้ที่สนใจประกอบอาชีพนี้ต้องชอบการท่องจำ เพราะจำเป็นต้องจำชนิดของยา ส่วนประกอบของยา ชื่อและประโยชน์ของต้นไม้ที่มีฤทธิ์ทางยารวมทั้งชื่อยาและชื่อสารเคมีที่ใช้ในการรักษาโรค
ผู้ที่จะประกอบอาชีพนี้ควรเตรียมความพร้อมดังต่อไปนี้            สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า สมัครสอบคัดเลือกเข้าศึกษาระดับอุดมศึกษา ในคณะเภสัชกรรม สาขาวิชาเภสัชศาสตร์  (หลักสูตร 6 ปี) จากสถาบันอุดมศึกษาของภาครัฐหรือภาคเอกชน  เช่น  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย   มหาวิทยาลัยขอนแก่น    มหาวิทยาลัยเชียงใหม่   มหาวิทยาลัยมหิดล  เป็นต้น
 โอกาสในการมีงานทำ         ปัจจุบัน ความต้องการยาสำหรับรักษาโรคทางการแพทย์แผนปัจจุบัน และแผนโบราณเพิ่มมากขึ้นตามอัตราการเพิ่มขึ้นของประชากรและชนิดของเชื้อโรคที่พัฒนาตามสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป การพัฒนาคุณภาพของยา ตลอดจนการควบคุมขั้นตอนการผลิตยารักษาโรค ให้มีประสิทธิภาพในการบำบัดรักษาต้องดำเนินการอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้มียาที่สามารถใช้ในการรักษาบำบัดโรคต่างๆ ที่เพียงพอกับจำนวนประชากร เภสัชกรจึงยังเป็นที่ต้องการทั้งทางภาครัฐและภาคเอกชนเป็นอย่างมากแนวโน้มของโอกาสในการมีงานทำของอาชีพนี้ ยังคงมีอยู่ ดังนั้น ผู้สำเร็จการศึกษาทางด้านนี้สามารถหางานทำได้ง่าย และหากไม่เลือกงานก็จะไม่มีการตกงานเลยสำหรับเภสัชกร อาชีพเภสัชกรสามารถทำงานในหน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจ เช่น โรงพยาบาล องค์การเภสัชกรรม ส่วนในหน่วยงานเอกชน ได้แก่ บริษัทผลิตยา บริษัทนำเข้ายา บริษัทผลิตเครื่องสำอางหรืออาจประกอบธุรกิจส่วนตัว โดยการเปิดร้านขายยา
 
โอกาสความก้าวหน้าในอาชีพ
          ผู้ปฏิบัติหน้าที่เป็นข้าราชการในโรงพยาบาลทั่วไป ในองค์การเภสัชกรรม  จะได้รับตำแหน่งและเลื่อนขั้นยศตามขั้นตอนของระบบราชการ  การศึกษาต่อเพิ่มเติมจะช่วยให้เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งได้รวดเร็วและสามารถเป็นถึงผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงานได้ ส่วนในภาคเอกชนนั้นขึ้นอยู่กับโครงสร้างการบริหารงานขององค์กร ซึ่งสามารถเป็นผู้จัดการโรงงาน ผู้จัดการด้านคุณภาพหรือผู้จัดการ ฝ่ายขาย 
          เภสัชกรสามารถประกอบธุรกิจส่วนตัว คือ  เป็นเจ้าของร้านขายยาสำหรับผู้ที่สามารถผลิตยาหรือผลิตภัณฑ์อื่นที่สามารถบำบัดรักษาอาการ เจ็บป่วยหรือบำรุงรักษาสุขภาพได้โดยผ่านการทดสอบและได้รับอนุญาตจากองค์การเภสัชกรรมสามารถจดลิขสิทธ์การเป็นเจ้าของสูตรในการปรุงยา  หรือผลิตภัณฑ์นั้น และผลิตเป็นสินค้าออกจำหน่ายในลักษณะอุตสาหกรรมได้เช่นกัน
อาชีพที่เกี่ยวเนื่อง
          ตัวแทนจำหน่ายยา เจ้าของร้านขายยา ผู้ควบคุมห้องทดลองปฏิบัติการ   พนักงานตรวจสอบอาหารและยา

































บรรณานุกรม